<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237</id><updated>2012-02-16T04:35:24.773-08:00</updated><category term='ทั่วไป'/><category term='Link E-Laerning'/><title type='text'>»-(¯`v´¯)-» sasyman BaSS srisuket»-(¯`v´¯)-»</title><subtitle type='html'>วัยรุ่น เปรียบเสมือน
ฤดูใบไม้ผลิ มีความสดใส ร่าเริง
มองโลกในแบบของเขา
รักอิสระ รักพวกพ้อง
และมีปัญหาหลายหลาก
ที่ต้องการใครสักคน
มาให้คำตอบเพื่อเป็นแนวทาง
ในการดำเนินชีวิต</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>24</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-3654753642001425682</id><published>2009-11-11T19:46:00.000-08:00</published><updated>2009-11-11T19:49:21.999-08:00</updated><title type='text'>คำสัง Unix linux พื้นฐาน ใช้ได้ freebsd</title><content type='html'>&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!-- google_ad_client = "pub-5560620736389130"; /* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */ google_ad_slot = "1285719505"; google_ad_width = 728; google_ad_height = 90; //--&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;strong&gt;คำสัง Unix linux พื้นฐาน ใช้ได้ freebsd&lt;/strong&gt; ก็อ่านได้&lt;br /&gt;ก๊อออมาเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง ***&lt;br /&gt;ls&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับแสดงแฟ้มข้อมูล (เช่นเดียวกับ dirของDOS) มากจากคำว่า list&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง ls [option] [file]&lt;br /&gt;option ที่มักใช้กันใน ls คือ&lt;br /&gt;-l จะแสดงผลลัพธ์แบบ Long Format ซึ่งจะแสดง Permission ของแฟ้มด้วย&lt;br /&gt;-a จะแสดงแฟ้มข้อมูลทั้งหมด&lt;br /&gt;-F จะแสดง / หลัง Directory และ * หลังแฟ้มข้อมูลที่ execute ได้&lt;br /&gt;ตัวอย่างการใช้งาน&lt;br /&gt;ls -l&lt;br /&gt;ls -al&lt;br /&gt;ls -F&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;adduser&lt;br /&gt;คำสั่งเพิ่ม User ให้กับระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน adduser -g (group) -d (Directory) (User)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง adduser -g root -d /home/user1 user สร้าง User ชื่อ Login คือ user1 เป็นสมาชิกในกลุ่ม root&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;useradd&lt;br /&gt;คำสั่งเพิ่ม User ให้กับระบบ Unix,Linux (ใช้เหมือนกับคำสั่ง adduser)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน useradd -g (group) -d (Directory) (User)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง useradd -g root -d /home/user1 user สร้าง User ชื่อ Login คือ user1 เป็นสมาชิกในกลุ่ม root&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;userdel&lt;br /&gt;คำสั่งลบ User ออกจากระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน userdel [option] (Username)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง userdel -r root user1 ลบ User ชื่อ Login คือ User1 และ -r คือให้ลบ Home Directoryของ User1 ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;passwd&lt;br /&gt;คำสั่งกำหนดและแก้ไขรหัสผ่านของ User ของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน passwd [Username]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง passwd user1 (กำหนดรหัสผ่านให้ User1 ถ้าไม่พิมพ์ ชื่อ User ระบบUnixจะหมายความว่าแก้ไขรหัสผ่านของคนที่Loginเข้ามา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;alias&lt;br /&gt;คำสั่งกำหนดคำสั่งย่อของระบบ Unix,Linux (คล้ายกับคำสั่ง SETในDOSแต่สามารถใช้เปฝ้นคำสั่ง RUNได้)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน alias [ชื่อใหม่=ข้อความ]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง alias copy=cp กำหนดให้พิมพ์ copy แทนคำสั่ง cpได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;bash&lt;br /&gt;คำสั่งเรียกใช้ Bourne again shellของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน bash&lt;br /&gt;ตัวอย่าง bash [Enter] ( เรียกใช้ Bourne again shell)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;bc&lt;br /&gt;คำสั่งเรียกใช้โปรแกรมคำนวณเลขของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน bc [-lwsqv] [option] [file]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง bc [Enter] 1+2 [Enter] 1^2 [Enter] a=3 [Enter] b=4 [Enter] a*b [Enter] x=2;y=5;x+y[Enter] [Ctrl-d] เพื่อออก&lt;br /&gt;หมายเหตุ:คำสั่งนี้จะใช้ได้ต้องInstall Packet ลงไปก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cp&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับสำเนาแฟ้มข้อมูล (เช่นเดียวกับcopyของDOS) มาจากคำว่า copy&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง cp source target&lt;br /&gt;ตัวอย่างการใช้งาน #cp test.txt /home/user1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cal&lt;br /&gt;คำสั่งแสดงปฏิทินของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cal&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cal [Enter](สั่งให้ระบบแสดง ปฏิทินเดือน ปัจจุบัน)&lt;br /&gt;cal -y [Enter](สั่งให้ระบบแสดง ปฏิทินปี ปัจจุบัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cat&lt;br /&gt;คำสั่งแสดงข้อความในFileของระบบ Unix,Linux (คล้ายกับคำสั่งTypeของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cat&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cat /home/user1 | more อ่านข้อมูลจากไฟล์/home/user1ถ้ายาวเกินหน้าให้หยุดทีละหน้าจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;C Compiler&lt;br /&gt;คำสั่งCompile ภาษาCของระบบ Unix,Linux (คล้ายกับคำสั่งTypeของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cc [filename]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cc /home/user1/industry.c จะสั่งให้ระบบCompile ภาษาC ไฟล์ชื่อ industry.c ที่ Directory /home/user1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cd&lt;br /&gt;คำสั่งChange Directoryของระบบ Unix,Linux (คล้ายกับคำสั่งCDของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cd [directory]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cd /etc [Enter]ไปDirectory etc&lt;br /&gt;cd ..[Enter] ย้ายไปDirectoryอีก1ชั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chfin&lt;br /&gt;คำสั่งChange your finger informationของระบบ Unix,Linux (เป็นการกำหนดข้อมูลของUser เช่น ชื่อเต็ม ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chfn [username]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง chfn User1 กำหนดรายละเอียดUser1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chgrp&lt;br /&gt;คำสั่งChange Groupของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนกลุ่มเจ้าของไฟล์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chgrp [-chfRv] (Group) (File)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง chgrp root /root/* เปลี่ยนGroupให้กับไฟล์ทุกไฟล์ในไดเรคทอรี่ /root ให้เป็น Group root&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chmod&lt;br /&gt;คำสั่งChange Modeของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนสิทธิการเข้าถึงไฟล์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chmod [สิทธิ] (File)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง กำหนดสิทธิให้กับไฟล์ชื่อtest คือ chmod 754 test หรือ chmod go +r-w testให้กับไฟล์ทุกไฟล์ chmod o-r *&lt;br /&gt;ตัวเลขMode rwx = 7 ; rw - =6 ; r-x =5 ; r- - = 4 ; - wx = 3 ; - w - = 2 ; - - x = 1 ; - - = 0&lt;br /&gt;การกำหนดสิทธิกำหนดได้2ลักษณะคือ&lt;br /&gt;1.กำหนดโดยใช้อักษรย่อกลุ่ม&lt;br /&gt;2.ใช้รหัสเลขฐาน2แทนสิทธิ (1 คืออนุญาต)&lt;br /&gt;กลุ่มผู้ใช้ User Group Other = ugo เช่น go-r-w+x คือกลุ่ม และคนอื่นไม่มีสิทธิอ่านเขียนแต่Runได้&lt;br /&gt;สิทธิ์การใช้ -rwx rwx rwx = Read Write Execute&lt;br /&gt;รหัสเลขฐาน 111 101 100 = 754 คือเจ้าของไฟล์ใช้ได้ครบ คน Group เดียวกันอ่านExecuteได้นอกนั้นอ่านได้อย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chown&lt;br /&gt;คำสั่งChange Ownerของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนเจ้าของไฟล์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chown [ซื่อเจ้าของไฟล์] (ชื่อFile)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง chown user1 filename คือเปลี่ยนเจ้าของไฟล์ชื่อ filename เป็นUser1&lt;br /&gt;chown -R user1.root dirname คือเปลี่ยนทั้งเจ้าของไฟล์และกลุ่มไปพร้อมกันทุกไฟล์ใน Sub dirname.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chsh&lt;br /&gt;คำสั่งchshของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนShell ให้ User)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chsh [Username]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง chsh user1 [Enter] /bin/bash [Enter]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;clear&lt;br /&gt;คำสั่งclearของระบบ Unix,Linux (เป็นการลบข้อความบนจอภาพ คล้ายกับคำสั่ง clsใน dos)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน clear&lt;br /&gt;ตัวอย่าง clear [Enter]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cal&lt;br /&gt;คำสั่งแสดงปฏิทินของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cal&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cal [Enter](สั่งให้ระบบแสดง ปฏิทินเดือน ปัจจุบัน)&lt;br /&gt;cal -y [Enter](สั่งให้ระบบแสดง ปฏิทินปี ปัจจุบัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;mesg&lt;br /&gt;mesg ดู status การรับการติดต่อของ terminal&lt;br /&gt;mesg y เปิดให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้&lt;br /&gt;mesg n ปิดไม่ให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;date&lt;br /&gt;ใช้แสดง วันที่ และ เวลา&lt;br /&gt;ตัวอย่าง date 17 May 2004&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;df&lt;br /&gt;คำสั่งdf ของระบบ Unix,Linux (เป็นการตรวจสอบการใช้พื่นที่บนฮาร์ดดิสก์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งานdf [option] [file]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง df [Enter]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;dmesg&lt;br /&gt;คำสั่งdmesgของระบบ Unix,Linux (เป็นการให้แสดงผลเหมือนตอน Boot)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน dmesg&lt;br /&gt;ตัวอย่าง dmesg | more [Enter]&lt;br /&gt;หมายเหตุ คำสั่งนี้ ใช้ตรวจสอบ เมื่อเกิดปัญหา เช่น Linux ไม่รู้จัก Driver CD-Rom หรือปัญหาอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;echo&lt;br /&gt;คำสั่งechoของระบบ Unix,Linux (เป็นการให้แสดงข้อความ เหมือนกับ ECHOของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน echo (ข้อความที่ต้องการให้แสดงผล)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง echo my name is user1&lt;br /&gt;echo Hello &gt; /dev/tty2 ส่งข้อความ Hello ไปออกจอเทอร์มินอลที่2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ed&lt;br /&gt;คำสั่ง ed ของระบบ Unix,Linux (โปรแกรมแก้ไขข้อความใน Text file เหมือนกับคำสั่ง edlinของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน ed (fileName)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง ed /home/user/test (ออกกดq)&lt;br /&gt;สำหรับคนที่ไม่ถนัดคำสั่งนี้แนะนำให้ใช้คำสั่ง picoหรือvi หรือemacsแทนได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;emacs&lt;br /&gt;คำสั่ง emacs ของระบบ Unix,Linux (โปรแกรมแก้ไขข้อความใน Text file )&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน emacs (fileName)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง emacs /home/user/test (help กด Ctrl - h ; ออกกด Ctrl - x Ctrl - c)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;exit&lt;br /&gt;คำสั่ง exit ของระบบ Unix,Linux (ออกจากระบบยูนิกส์ )&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน exit&lt;br /&gt;ตัวอย่าง exit&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;finger&lt;br /&gt;คำสั่ง finger ของระบบ Unix,Linux (แสดงชื่อUserที่กำลังLoginเข้ามาแต่คำสั่ง Whoจะให้รายละเอียดดีกว่า)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน finger [username]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง finger user1 แสดงชื่อและรายละเอียด user1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;fsck&lt;br /&gt;คำสั่ง fsck ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่ง ตรวจสอบและซ่อมแซม Linux file system เหมือนกับคำสั่งScandisk ของDos)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน fsck [option]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง /sbin/fsck -a /dev/hd1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ftp&lt;br /&gt;คำสั่ง ftp ของระบบ Unix,Linux (เป็นโปรแกรมรับ-ส่งไฟล์ )&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน ftp (IP or Name of FTP Server)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง ftp 132.209.1.2 [Enter]&lt;br /&gt;Login:anonymous , Password: &lt;a href="mailto:Username@YourDomain.com"&gt;Username@YourDomain.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คำสั่งที่เกี่ยวข้อง ls - ดูไฟล์ ; pwd -ดูdir. ที่อยู่ ;cd - เปลี่ยน dir ;lcd - เปลี่ยน local dir ;mput* -ส่งไฟล์ ;mget - รับไฟล์ ;bye - ออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;grep&lt;br /&gt;คำสั่ง grep ของระบบ Unix,Linux (เป็นการสั่งให้ค้นหาตามเงื่อนไข )&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน grep (option)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง grep -i ftp /etc/test ค้นหาบรรทัดที่มีคำว่า "ftp"ไม่สนใจพิมพ์เล็ก-ใหญ่ จาดไฟล์ /etc/test&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;groupadd&lt;br /&gt;คำสั่ง groupadd ของระบบ Unix,Linux (เป็นการเพิ่มรายชื่อกลุ่มของ User)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน groupadd (GroupName )&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #groupadd staff สร้างกลุ่มของ User ชื่อ Staff เพิ่มให้ระบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;groupdel&lt;br /&gt;คำสั่ง groupdel ของระบบ Unix,Linux (เป็นการลบรายชื่อกลุ่มของ User)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน groupadd (GroupName )&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #groupdel staff ลบกลุ่มของ User ชื่อ Staffออกจากระบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;gzip/gunzip&lt;br /&gt;คำสั่งgzip/gunzipของระบบ Unix,Linux (เป็นการบีบอัดไฟล์หรือขยายบีบอัดไฟล์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน gzipหรือgunzip (-cdfhlLnNrtv19 ) [file]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #gzip -9vr /home/samba/* บีบอัดไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ ในSub /home/samba จะเปลี่ยนเป็นนามสุกล .gz&lt;br /&gt;#gunzip -dvr /home/samba/* คลายการบีบอัดไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ที่สกุล .gz ในSub /home/samba&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;halt&lt;br /&gt;คำสั่ง halt ของระบบ Unix,Linux (เป็นการสั่งให้เครื่องหยุดทำงาน)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน halt [-n] [-w] [-d] [-f] [-I] [-p]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #halt&lt;br /&gt;คำสั่งที่เกี่ยวข้อง คือ Shutdown ; init0 , reboot&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;history&lt;br /&gt;คำสั่ง history ของระบบ Unix,Linux (เป็นการดูประวัติการใช้คำสั่งในCommand line คล้ายกับการกดF7ในDOSคือเรียกใช้คำสั่งDos key)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งานhistory [n] [-r wan [filename] ]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #history 20 ดูคำสั่งที่เพิ่งใช้ไป20คำสั่งที่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ifconfig&lt;br /&gt;คำสั่ง history ของระบบ Unix,Linux (เป็นการตรวจสอบกำหนดค่าNetworkของLan Card)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน ifconfig [option]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #ifconfig&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ipchains&lt;br /&gt;คำสั่ง ipchains ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับกำหนดควบคุม การรับส่งผ่านข้อมูลของ Firewall)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน ipchains [parameter] command [option]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #ipchains -L ดูสถานะการ Set IPchainsในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;jobs&lt;br /&gt;คำสั่ง jobs ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับกำหนดควบคุม การรับส่งผ่านข้อมูลของ Firewall)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน jobs&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #sleep 20 &amp;amp; jobs&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;kill&lt;br /&gt;คำสั่ง kill ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับยกเลิก Process)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน kill [option] (process ID)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง ps -A ดูหมายเลขที่ช่อง PIDของProcess ที่ต้องการลบ&lt;br /&gt;Kill -9 nnn แทนnnnด้วยหมายเลขPID -9 คือบังคับฆ่าให้ตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;login&lt;br /&gt;คำสั่ง login ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งการเข้าระบบหรือเปลี่ยน User Login) รูบแบบการใช้งาน login [fp] (UserName)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #login:root&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;mkdir&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้าง directory (ในทำนองเดียวกับ dos) มาจากคำว่า make directory&lt;br /&gt;รูปแบบของคำสั่งmkdir mkdir [option] [file]&lt;br /&gt;โดย option ที่มักใช้กันใน mkdir คือ&lt;br /&gt;-m จะทำการกำหนด Permissioin (ให้ดูคำสั่ง chmod เพิ่มเติม)&lt;br /&gt;-p จะทำการสร้าง Parent Directory ให้ด้วยกรณีที่ยังไม่มีการระบุ directory ในที่นี้อาจเป็น relative หรือ absolute path ก็ได้&lt;br /&gt;ตัวอย่าง&lt;br /&gt;mkdir /home&lt;br /&gt;mkdir -p -m755 ~/้home/user1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;mv&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการย้ายแฟ้มข้อมูลและ Directory รวมถึงการเปลี่ยนชื่อด้วย (ในทำนองเดียวกับ dos) มาจากคำว่า move&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง&lt;br /&gt;mv source target&lt;br /&gt;ตัวอย่าง mv *.tar /backup&lt;br /&gt;mv test.txt old.txt&lt;br /&gt;mv bin oldbin&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;more&lt;br /&gt;คล้ายกับคำสั่ง cat ไม่เหมาะกับการดูข้อมูลที่มีความยาวมากๆ ดังนั้น จึงได้มีการพัฒนา more ขึ้น เพื่อช่วยให้สามารถดูข้อมูลที่มีขนาดยาวได้เป็นช่วงๆ&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง more file&lt;br /&gt;ภายในโปรแกรม more จะมีคำสั่งเพื่อใช้งานคราวๆ ดังนี้&lt;br /&gt;= แสดงเลขบรรทัด&lt;br /&gt;q ออกจากโปรแกรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลื่อนไปยังหน้าถัดไป เลื่อนไปยังบรรทัดถัดไป&lt;br /&gt;h แสดง help&lt;br /&gt;ตัวอย่าง more test.txt&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;man&lt;br /&gt;คำสั่ง man ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งแสดงข้อความ อธิบายการใช้คำสั่ง)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งานman (Command)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #man ls&lt;br /&gt;หมายเหตุ เมื่อต้องการออก กด q ;ใช้[Spacebar] เลื่อนหน้าถัดไป ; ใช้ลูกศรขึ้นดูหน้าผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;mount&lt;br /&gt;คำสั่ง mount ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับระบบ)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน mount (-t type) DeviceDriver MountPoint&lt;br /&gt;ตัวอย่าง # การ Mountแบบที่1 CdRom mount -t iso9660 /dev/cdrom /mnt/cdrom&lt;br /&gt;#การ Mount CdRom แบบที่2 mount /dev/cdrom (เมื่อmountแล้วCDจะอยู่ที่ /mnt/CdRom ยกเลิกดูคำสั่ง Unmount)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;rmdir&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการลบ directory (ในทำนองเดียวกับ dos) มาจากคำว่า remove directory&lt;br /&gt;โครงสร้างคำสั่ง&lt;br /&gt;rmdir [option] [file]&lt;br /&gt;โดย option ที่มักใช้กันใน mkdir คือ -p จะทำการลบ Child และ Parent Directory ตามลำดับ&lt;br /&gt;directory ในที่นี้อาจเป็น relative หรือ absolute path ก็ได้ ตัวอย่าง rmdir /home&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;tar&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งเพื่อการ backup และ restore file ทั้งนี้การ tar จะเก็บทั้งโครง สร้าง directory และ file permission ด้วย (เหมาะสำหรับการเคลื่อนย้าย หรือแจกจ่ายโปรแกรมบนระบบ UNIX) มาจากคำว่า tape archive&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง tar [option]... [file]...&lt;br /&gt;โดย option ที่มักใช้กันใน echo คือ&lt;br /&gt;-c ทำการสร้างใหม่ (backup)&lt;br /&gt;-t แสดงรายชื่อแฟ้มข้อมูลในแฟ้มที่ backup ไว้&lt;br /&gt;-v ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผล&lt;br /&gt;-f ผลลัพธ์ของมาที่ file&lt;br /&gt;-x ทำการ restore&lt;br /&gt;ตัวอย่าง tar -xvf data.tar&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;talk&lt;br /&gt;คำสั่งที่ใช้สำหรับการพูดคุยระหว่างผู้ใช้ด้วยกันบนระบบ ซึ่งผู้ใช้ทั้งทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องพิมพ์คำสั่ง Talk ถึงกันก่อน จึงจะเริ่มการสนทนาได้&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง talk user[@host] [tty]&lt;br /&gt;กรณีไม่ระบุ host โปรแกรมจะถือว่าหมายถึงเครื่องปัจจุบัน (นอกจากนี้ยังมีคำสั่ง ytalk ซึ่งสามารถพูดคุยได้พร้อมกันมากกว่า 2 คน) ซึงบางกรณีเราอาจจะต้องระบุ tty ด้วยหากมีผู้ใช้ Log in เข้าสู่ระบบด้วยชื่อเดียวกันมากกว่า 1 หน้าจอ&lt;br /&gt;ตัวอย่าง talk &lt;a href="mailto:m2k@nanastreet.com"&gt;m2k@nanastreet.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;write&lt;br /&gt;คำสั่งใช้เพื่อการส่งข้อมูลทางเดียวจากผู้เขียนไปถึงผู้รับบนเครื่องเดียวกันเท่านั้น&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง write user [tty]&lt;br /&gt;เมื่อมีการพิมพ์คำสั่ง write ผู้ใช้จะเห็นข้อความซึ่งจะแสดงว่าข้อความดังกล่าวถูกส่งมาโดยใคร ซึ่งหากผู้รับต้องการตอบกลับ ก็จะต้องใช้คำสั่ง write เช่นกัน เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วให้พิมพ์ตัวอักษร EOF หรือ กด CTRL+C เพื่อเป็นการ interrupt ทั้งนี้ข้อความที่พิมพ์หลังจาก write จะถูกส่งหลังจากการกด Enter เท่านั้น&lt;br /&gt;ตัวอย่าง write m2k&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;who am i&lt;br /&gt;คำสั่งใช้เพื่อแสดงว่าผู้ใช้ซึ่ง login เข้าสู่ระบบนั้น (ตัวเราเอง) login ด้วยชื่ออะไร&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง/ตัวอย่าง whoami หรือ who am i (บน SUN OS หรือ UNIX บางตัวเท่านั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;file&lt;br /&gt;คำสั่งfileบนระบบ DOS/Windows นั้น ประเภทของแฟ้มข้อมูลจะถูกระบุด้วยนามสกุล แต่ใน UNIX จะไม่มีนามสกุลเพื่อใช้ระบุประเภทของแฟ้มข้อมูล ดังนั้นการหาประเภทของแฟ้มข้อมูลจะดูจาก Context ภายในของแฟ้ม ซึ่งคำสั่ง file จะทำการอ่าน Content และบอกประเภทของแฟ้มข้อมูลนั้นๆ&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง file [option]... file&lt;br /&gt;ตัวอย่าง file /bin/sh&lt;br /&gt;file report1.doc&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;free&lt;br /&gt;แสดงหน่วยความจำที่เหลืออยู่บนระบบ&lt;br /&gt;โครงสร้างคำสั่ง free [-b|-k|-m]&lt;br /&gt;โดย option ที่มักใช้กันใน free คือ&lt;br /&gt;-b แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย byte&lt;br /&gt;-k แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย kilobyte&lt;br /&gt;-m แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย megabyte&lt;br /&gt;ตัวอย่าง free&lt;br /&gt;free -b&lt;br /&gt;free -k&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;pwd&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับแสดง Directory ปัจจุบัน (ในทำนองเดียวกับการพิมพ์ cd บน DOS) มาจากคำว่า print work directory&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง / ตัวอย่าง pwd&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;uname&lt;br /&gt;คำสั่งแสดง ชื่อและรุ่นของ OS ชื่อและรุ่นของ cpu ชื่อเครื่อง&lt;br /&gt;ตัวอย่าง uname -a&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;hostname&lt;br /&gt;คำสั่งแสดงชื่อเครื่องที่ใช้อยู่&lt;br /&gt;ตัวอย่าง hostname&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;tty&lt;br /&gt;แสดงหมายเลข terminal ที่ใช้งานอยู่&lt;br /&gt;ตัวอย่าง tty&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;id&lt;br /&gt;ใช้แสดงชื่อและกลุ่มมของผู้ใช้งาน&lt;br /&gt;ต้วอย่าง id&lt;br /&gt;ls&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับแสดงแฟ้มข้อมูล (เช่นเดียวกับ dirของDOS) มากจากคำว่า list&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง ls [option] [file]&lt;br /&gt;option ที่มักใช้กันใน ls คือ&lt;br /&gt;-l จะแสดงผลลัพธ์แบบ Long Format ซึ่งจะแสดง Permission ของแฟ้มด้วย&lt;br /&gt;-a จะแสดงแฟ้มข้อมูลทั้งหมด&lt;br /&gt;-F จะแสดง / หลัง Directory และ * หลังแฟ้มข้อมูลที่ execute ได้&lt;br /&gt;ตัวอย่างการใช้งาน&lt;br /&gt;ls -l&lt;br /&gt;ls -al&lt;br /&gt;ls -F&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;adduser&lt;br /&gt;คำสั่งเพิ่ม User ให้กับระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน adduser -g (group) -d (Directory) (User)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง adduser -g root -d /home/user1 user สร้าง User ชื่อ Login คือ user1 เป็นสมาชิกในกลุ่ม root&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;useradd&lt;br /&gt;คำสั่งเพิ่ม User ให้กับระบบ Unix,Linux (ใช้เหมือนกับคำสั่ง adduser)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน useradd -g (group) -d (Directory) (User)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง useradd -g root -d /home/user1 user สร้าง User ชื่อ Login คือ user1 เป็นสมาชิกในกลุ่ม root&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;userdel&lt;br /&gt;คำสั่งลบ User ออกจากระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน userdel [option] (Username)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง userdel -r root user1 ลบ User ชื่อ Login คือ User1 และ -r คือให้ลบ Home Directoryของ User1 ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;passwd&lt;br /&gt;คำสั่งกำหนดและแก้ไขรหัสผ่านของ User ของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน passwd [Username]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง passwd user1 (กำหนดรหัสผ่านให้ User1 ถ้าไม่พิมพ์ ชื่อ User ระบบUnixจะหมายความว่าแก้ไขรหัสผ่านของคนที่Loginเข้ามา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;alias&lt;br /&gt;คำสั่งกำหนดคำสั่งย่อของระบบ Unix,Linux (คล้ายกับคำสั่ง SETในDOSแต่สามารถใช้เปฝ้นคำสั่ง RUNได้)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน alias [ชื่อใหม่=ข้อความ]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง alias copy=cp กำหนดให้พิมพ์ copy แทนคำสั่ง cpได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;bash&lt;br /&gt;คำสั่งเรียกใช้ Bourne again shellของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน bash&lt;br /&gt;ตัวอย่าง bash [Enter] ( เรียกใช้ Bourne again shell)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;bc&lt;br /&gt;คำสั่งเรียกใช้โปรแกรมคำนวณเลขของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน bc [-lwsqv] [option] [file]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง bc [Enter] 1+2 [Enter] 1^2 [Enter] a=3 [Enter] b=4 [Enter] a*b [Enter] x=2;y=5;x+y[Enter] [Ctrl-d] เพื่อออก&lt;br /&gt;หมายเหตุ:คำสั่งนี้จะใช้ได้ต้องInstall Packet ลงไปก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cp&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับสำเนาแฟ้มข้อมูล (เช่นเดียวกับcopyของDOS) มาจากคำว่า copy&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง cp source target&lt;br /&gt;ตัวอย่างการใช้งาน #cp test.txt /home/user1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cal&lt;br /&gt;คำสั่งแสดงปฏิทินของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cal&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cal [Enter](สั่งให้ระบบแสดง ปฏิทินเดือน ปัจจุบัน)&lt;br /&gt;cal -y [Enter](สั่งให้ระบบแสดง ปฏิทินปี ปัจจุบัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cat&lt;br /&gt;คำสั่งแสดงข้อความในFileของระบบ Unix,Linux (คล้ายกับคำสั่งTypeของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cat&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cat /home/user1 | more อ่านข้อมูลจากไฟล์/home/user1ถ้ายาวเกินหน้าให้หยุดทีละหน้าจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;C Compiler&lt;br /&gt;คำสั่งCompile ภาษาCของระบบ Unix,Linux (คล้ายกับคำสั่งTypeของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cc [filename]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cc /home/user1/industry.c จะสั่งให้ระบบCompile ภาษาC ไฟล์ชื่อ industry.c ที่ Directory /home/user1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cd&lt;br /&gt;คำสั่งChange Directoryของระบบ Unix,Linux (คล้ายกับคำสั่งCDของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cd [directory]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cd /etc [Enter]ไปDirectory etc&lt;br /&gt;cd ..[Enter] ย้ายไปDirectoryอีก1ชั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chfin&lt;br /&gt;คำสั่งChange your finger informationของระบบ Unix,Linux (เป็นการกำหนดข้อมูลของUser เช่น ชื่อเต็ม ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chfn [username]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง chfn User1 กำหนดรายละเอียดUser1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chgrp&lt;br /&gt;คำสั่งChange Groupของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนกลุ่มเจ้าของไฟล์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chgrp [-chfRv] (Group) (File)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง chgrp root /root/* เปลี่ยนGroupให้กับไฟล์ทุกไฟล์ในไดเรคทอรี่ /root ให้เป็น Group root&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chmod&lt;br /&gt;คำสั่งChange Modeของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนสิทธิการเข้าถึงไฟล์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chmod [สิทธิ] (File)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง กำหนดสิทธิให้กับไฟล์ชื่อtest คือ chmod 754 test หรือ chmod go +r-w testให้กับไฟล์ทุกไฟล์ chmod o-r *&lt;br /&gt;ตัวเลขMode rwx = 7 ; rw - =6 ; r-x =5 ; r- - = 4 ; - wx = 3 ; - w - = 2 ; - - x = 1 ; - - = 0&lt;br /&gt;การกำหนดสิทธิกำหนดได้2ลักษณะคือ&lt;br /&gt;1.กำหนดโดยใช้อักษรย่อกลุ่ม&lt;br /&gt;2.ใช้รหัสเลขฐาน2แทนสิทธิ (1 คืออนุญาต)&lt;br /&gt;กลุ่มผู้ใช้ User Group Other = ugo เช่น go-r-w+x คือกลุ่ม และคนอื่นไม่มีสิทธิอ่านเขียนแต่Runได้&lt;br /&gt;สิทธิ์การใช้ -rwx rwx rwx = Read Write Execute&lt;br /&gt;รหัสเลขฐาน 111 101 100 = 754 คือเจ้าของไฟล์ใช้ได้ครบ คน Group เดียวกันอ่านExecuteได้นอกนั้นอ่านได้อย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chown&lt;br /&gt;คำสั่งChange Ownerของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนเจ้าของไฟล์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chown [ซื่อเจ้าของไฟล์] (ชื่อFile)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง chown user1 filename คือเปลี่ยนเจ้าของไฟล์ชื่อ filename เป็นUser1&lt;br /&gt;chown -R user1.root dirname คือเปลี่ยนทั้งเจ้าของไฟล์และกลุ่มไปพร้อมกันทุกไฟล์ใน Sub dirname.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;chsh&lt;br /&gt;คำสั่งchshของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนShell ให้ User)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน chsh [Username]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง chsh user1 [Enter] /bin/bash [Enter]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;clear&lt;br /&gt;คำสั่งclearของระบบ Unix,Linux (เป็นการลบข้อความบนจอภาพ คล้ายกับคำสั่ง clsใน dos)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน clear&lt;br /&gt;ตัวอย่าง clear [Enter]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cal&lt;br /&gt;คำสั่งแสดงปฏิทินของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน cal&lt;br /&gt;ตัวอย่าง cal [Enter](สั่งให้ระบบแสดง ปฏิทินเดือน ปัจจุบัน)&lt;br /&gt;cal -y [Enter](สั่งให้ระบบแสดง ปฏิทินปี ปัจจุบัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;mesg&lt;br /&gt;mesg ดู status การรับการติดต่อของ terminal&lt;br /&gt;mesg y เปิดให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้&lt;br /&gt;mesg n ปิดไม่ให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;date&lt;br /&gt;ใช้แสดง วันที่ และ เวลา&lt;br /&gt;ตัวอย่าง date 17 May 2004&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;df&lt;br /&gt;คำสั่งdf ของระบบ Unix,Linux (เป็นการตรวจสอบการใช้พื่นที่บนฮาร์ดดิสก์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งานdf [option] [file]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง df [Enter]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;dmesg&lt;br /&gt;คำสั่งdmesgของระบบ Unix,Linux (เป็นการให้แสดงผลเหมือนตอน Boot)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน dmesg&lt;br /&gt;ตัวอย่าง dmesg | more [Enter]&lt;br /&gt;หมายเหตุ คำสั่งนี้ ใช้ตรวจสอบ เมื่อเกิดปัญหา เช่น Linux ไม่รู้จัก Driver CD-Rom หรือปัญหาอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;echo&lt;br /&gt;คำสั่งechoของระบบ Unix,Linux (เป็นการให้แสดงข้อความ เหมือนกับ ECHOของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน echo (ข้อความที่ต้องการให้แสดงผล)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง echo my name is user1&lt;br /&gt;echo Hello &gt; /dev/tty2 ส่งข้อความ Hello ไปออกจอเทอร์มินอลที่2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ed&lt;br /&gt;คำสั่ง ed ของระบบ Unix,Linux (โปรแกรมแก้ไขข้อความใน Text file เหมือนกับคำสั่ง edlinของDOS)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน ed (fileName)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง ed /home/user/test (ออกกดq)&lt;br /&gt;สำหรับคนที่ไม่ถนัดคำสั่งนี้แนะนำให้ใช้คำสั่ง picoหรือvi หรือemacsแทนได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;emacs&lt;br /&gt;คำสั่ง emacs ของระบบ Unix,Linux (โปรแกรมแก้ไขข้อความใน Text file )&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน emacs (fileName)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง emacs /home/user/test (help กด Ctrl - h ; ออกกด Ctrl - x Ctrl - c)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;exit&lt;br /&gt;คำสั่ง exit ของระบบ Unix,Linux (ออกจากระบบยูนิกส์ )&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน exit&lt;br /&gt;ตัวอย่าง exit&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;finger&lt;br /&gt;คำสั่ง finger ของระบบ Unix,Linux (แสดงชื่อUserที่กำลังLoginเข้ามาแต่คำสั่ง Whoจะให้รายละเอียดดีกว่า)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน finger [username]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง finger user1 แสดงชื่อและรายละเอียด user1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;fsck&lt;br /&gt;คำสั่ง fsck ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่ง ตรวจสอบและซ่อมแซม Linux file system เหมือนกับคำสั่งScandisk ของDos)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน fsck [option]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง /sbin/fsck -a /dev/hd1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ftp&lt;br /&gt;คำสั่ง ftp ของระบบ Unix,Linux (เป็นโปรแกรมรับ-ส่งไฟล์ )&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน ftp (IP or Name of FTP Server)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง ftp 132.209.1.2 [Enter]&lt;br /&gt;Login:anonymous , Password: &lt;a href="mailto:Username@YourDomain.com"&gt;Username@YourDomain.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คำสั่งที่เกี่ยวข้อง ls - ดูไฟล์ ; pwd -ดูdir. ที่อยู่ ;cd - เปลี่ยน dir ;lcd - เปลี่ยน local dir ;mput* -ส่งไฟล์ ;mget - รับไฟล์ ;bye - ออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;grep&lt;br /&gt;คำสั่ง grep ของระบบ Unix,Linux (เป็นการสั่งให้ค้นหาตามเงื่อนไข )&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน grep (option)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง grep -i ftp /etc/test ค้นหาบรรทัดที่มีคำว่า "ftp"ไม่สนใจพิมพ์เล็ก-ใหญ่ จาดไฟล์ /etc/test&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;groupadd&lt;br /&gt;คำสั่ง groupadd ของระบบ Unix,Linux (เป็นการเพิ่มรายชื่อกลุ่มของ User)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน groupadd (GroupName )&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #groupadd staff สร้างกลุ่มของ User ชื่อ Staff เพิ่มให้ระบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;groupdel&lt;br /&gt;คำสั่ง groupdel ของระบบ Unix,Linux (เป็นการลบรายชื่อกลุ่มของ User)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน groupadd (GroupName )&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #groupdel staff ลบกลุ่มของ User ชื่อ Staffออกจากระบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;gzip/gunzip&lt;br /&gt;คำสั่งgzip/gunzipของระบบ Unix,Linux (เป็นการบีบอัดไฟล์หรือขยายบีบอัดไฟล์)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน gzipหรือgunzip (-cdfhlLnNrtv19 ) [file]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #gzip -9vr /home/samba/* บีบอัดไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ ในSub /home/samba จะเปลี่ยนเป็นนามสุกล .gz&lt;br /&gt;#gunzip -dvr /home/samba/* คลายการบีบอัดไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ที่สกุล .gz ในSub /home/samba&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;halt&lt;br /&gt;คำสั่ง halt ของระบบ Unix,Linux (เป็นการสั่งให้เครื่องหยุดทำงาน)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน halt [-n] [-w] [-d] [-f] [-I] [-p]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #halt&lt;br /&gt;คำสั่งที่เกี่ยวข้อง คือ Shutdown ; init0 , reboot&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;history&lt;br /&gt;คำสั่ง history ของระบบ Unix,Linux (เป็นการดูประวัติการใช้คำสั่งในCommand line คล้ายกับการกดF7ในDOSคือเรียกใช้คำสั่งDos key)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งานhistory [n] [-r wan [filename] ]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #history 20 ดูคำสั่งที่เพิ่งใช้ไป20คำสั่งที่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ifconfig&lt;br /&gt;คำสั่ง history ของระบบ Unix,Linux (เป็นการตรวจสอบกำหนดค่าNetworkของLan Card)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน ifconfig [option]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #ifconfig&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ipchains&lt;br /&gt;คำสั่ง ipchains ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับกำหนดควบคุม การรับส่งผ่านข้อมูลของ Firewall)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน ipchains [parameter] command [option]&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #ipchains -L ดูสถานะการ Set IPchainsในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;jobs&lt;br /&gt;คำสั่ง jobs ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับกำหนดควบคุม การรับส่งผ่านข้อมูลของ Firewall)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน jobs&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #sleep 20 &amp;amp; jobs&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;kill&lt;br /&gt;คำสั่ง kill ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับยกเลิก Process)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน kill [option] (process ID)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง ps -A ดูหมายเลขที่ช่อง PIDของProcess ที่ต้องการลบ&lt;br /&gt;Kill -9 nnn แทนnnnด้วยหมายเลขPID -9 คือบังคับฆ่าให้ตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;login&lt;br /&gt;คำสั่ง login ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งการเข้าระบบหรือเปลี่ยน User Login) รูบแบบการใช้งาน login [fp] (UserName)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #login:root&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;mkdir&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้าง directory (ในทำนองเดียวกับ dos) มาจากคำว่า make directory&lt;br /&gt;รูปแบบของคำสั่งmkdir mkdir [option] [file]&lt;br /&gt;โดย option ที่มักใช้กันใน mkdir คือ&lt;br /&gt;-m จะทำการกำหนด Permissioin (ให้ดูคำสั่ง chmod เพิ่มเติม)&lt;br /&gt;-p จะทำการสร้าง Parent Directory ให้ด้วยกรณีที่ยังไม่มีการระบุ directory ในที่นี้อาจเป็น relative หรือ absolute path ก็ได้&lt;br /&gt;ตัวอย่าง&lt;br /&gt;mkdir /home&lt;br /&gt;mkdir -p -m755 ~/้home/user1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;mv&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการย้ายแฟ้มข้อมูลและ Directory รวมถึงการเปลี่ยนชื่อด้วย (ในทำนองเดียวกับ dos) มาจากคำว่า move&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง&lt;br /&gt;mv source target&lt;br /&gt;ตัวอย่าง mv *.tar /backup&lt;br /&gt;mv test.txt old.txt&lt;br /&gt;mv bin oldbin&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;more&lt;br /&gt;คล้ายกับคำสั่ง cat ไม่เหมาะกับการดูข้อมูลที่มีความยาวมากๆ ดังนั้น จึงได้มีการพัฒนา more ขึ้น เพื่อช่วยให้สามารถดูข้อมูลที่มีขนาดยาวได้เป็นช่วงๆ&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง more file&lt;br /&gt;ภายในโปรแกรม more จะมีคำสั่งเพื่อใช้งานคราวๆ ดังนี้&lt;br /&gt;= แสดงเลขบรรทัด&lt;br /&gt;q ออกจากโปรแกรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลื่อนไปยังหน้าถัดไป เลื่อนไปยังบรรทัดถัดไป&lt;br /&gt;h แสดง help&lt;br /&gt;ตัวอย่าง more test.txt&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;man&lt;br /&gt;คำสั่ง man ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งแสดงข้อความ อธิบายการใช้คำสั่ง)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งานman (Command)&lt;br /&gt;ตัวอย่าง #man ls&lt;br /&gt;หมายเหตุ เมื่อต้องการออก กด q ;ใช้[Spacebar] เลื่อนหน้าถัดไป ; ใช้ลูกศรขึ้นดูหน้าผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;mount&lt;br /&gt;คำสั่ง mount ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับระบบ)&lt;br /&gt;รูบแบบการใช้งาน mount (-t type) DeviceDriver MountPoint&lt;br /&gt;ตัวอย่าง # การ Mountแบบที่1 CdRom mount -t iso9660 /dev/cdrom /mnt/cdrom&lt;br /&gt;#การ Mount CdRom แบบที่2 mount /dev/cdrom (เมื่อmountแล้วCDจะอยู่ที่ /mnt/CdRom ยกเลิกดูคำสั่ง Unmount)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;rmdir&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการลบ directory (ในทำนองเดียวกับ dos) มาจากคำว่า remove directory&lt;br /&gt;โครงสร้างคำสั่ง&lt;br /&gt;rmdir [option] [file]&lt;br /&gt;โดย option ที่มักใช้กันใน mkdir คือ -p จะทำการลบ Child และ Parent Directory ตามลำดับ&lt;br /&gt;directory ในที่นี้อาจเป็น relative หรือ absolute path ก็ได้ ตัวอย่าง rmdir /home&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;tar&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งเพื่อการ backup และ restore file ทั้งนี้การ tar จะเก็บทั้งโครง สร้าง directory และ file permission ด้วย (เหมาะสำหรับการเคลื่อนย้าย หรือแจกจ่ายโปรแกรมบนระบบ UNIX) มาจากคำว่า tape archive&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง tar [option]... [file]...&lt;br /&gt;โดย option ที่มักใช้กันใน echo คือ&lt;br /&gt;-c ทำการสร้างใหม่ (backup)&lt;br /&gt;-t แสดงรายชื่อแฟ้มข้อมูลในแฟ้มที่ backup ไว้&lt;br /&gt;-v ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผล&lt;br /&gt;-f ผลลัพธ์ของมาที่ file&lt;br /&gt;-x ทำการ restore&lt;br /&gt;ตัวอย่าง tar -xvf data.tar&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;talk&lt;br /&gt;คำสั่งที่ใช้สำหรับการพูดคุยระหว่างผู้ใช้ด้วยกันบนระบบ ซึ่งผู้ใช้ทั้งทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องพิมพ์คำสั่ง Talk ถึงกันก่อน จึงจะเริ่มการสนทนาได้&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง talk user[@host] [tty]&lt;br /&gt;กรณีไม่ระบุ host โปรแกรมจะถือว่าหมายถึงเครื่องปัจจุบัน (นอกจากนี้ยังมีคำสั่ง ytalk ซึ่งสามารถพูดคุยได้พร้อมกันมากกว่า 2 คน) ซึงบางกรณีเราอาจจะต้องระบุ tty ด้วยหากมีผู้ใช้ Log in เข้าสู่ระบบด้วยชื่อเดียวกันมากกว่า 1 หน้าจอ&lt;br /&gt;ตัวอย่าง talk &lt;a href="mailto:m2k@nanastreet.com"&gt;m2k@nanastreet.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;write&lt;br /&gt;คำสั่งใช้เพื่อการส่งข้อมูลทางเดียวจากผู้เขียนไปถึงผู้รับบนเครื่องเดียวกันเท่านั้น&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง write user [tty]&lt;br /&gt;เมื่อมีการพิมพ์คำสั่ง write ผู้ใช้จะเห็นข้อความซึ่งจะแสดงว่าข้อความดังกล่าวถูกส่งมาโดยใคร ซึ่งหากผู้รับต้องการตอบกลับ ก็จะต้องใช้คำสั่ง write เช่นกัน เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วให้พิมพ์ตัวอักษร EOF หรือ กด CTRL+C เพื่อเป็นการ interrupt ทั้งนี้ข้อความที่พิมพ์หลังจาก write จะถูกส่งหลังจากการกด Enter เท่านั้น&lt;br /&gt;ตัวอย่าง write m2k&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;who am i&lt;br /&gt;คำสั่งใช้เพื่อแสดงว่าผู้ใช้ซึ่ง login เข้าสู่ระบบนั้น (ตัวเราเอง) login ด้วยชื่ออะไร&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง/ตัวอย่าง whoami หรือ who am i (บน SUN OS หรือ UNIX บางตัวเท่านั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;file&lt;br /&gt;คำสั่งfileบนระบบ DOS/Windows นั้น ประเภทของแฟ้มข้อมูลจะถูกระบุด้วยนามสกุล แต่ใน UNIX จะไม่มีนามสกุลเพื่อใช้ระบุประเภทของแฟ้มข้อมูล ดังนั้นการหาประเภทของแฟ้มข้อมูลจะดูจาก Context ภายในของแฟ้ม ซึ่งคำสั่ง file จะทำการอ่าน Content และบอกประเภทของแฟ้มข้อมูลนั้นๆ&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง file [option]... file&lt;br /&gt;ตัวอย่าง file /bin/sh&lt;br /&gt;file report1.doc&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;free&lt;br /&gt;แสดงหน่วยความจำที่เหลืออยู่บนระบบ&lt;br /&gt;โครงสร้างคำสั่ง free [-b|-k|-m]&lt;br /&gt;โดย option ที่มักใช้กันใน free คือ&lt;br /&gt;-b แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย byte&lt;br /&gt;-k แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย kilobyte&lt;br /&gt;-m แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย megabyte&lt;br /&gt;ตัวอย่าง free&lt;br /&gt;free -b&lt;br /&gt;free -k&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;pwd&lt;br /&gt;เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับแสดง Directory ปัจจุบัน (ในทำนองเดียวกับการพิมพ์ cd บน DOS) มาจากคำว่า print work directory&lt;br /&gt;รูปแบบคำสั่ง / ตัวอย่าง pwd&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;uname&lt;br /&gt;คำสั่งแสดง ชื่อและรุ่นของ OS ชื่อและรุ่นของ cpu ชื่อเครื่อง&lt;br /&gt;ตัวอย่าง uname -a&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;hostname&lt;br /&gt;คำสั่งแสดงชื่อเครื่องที่ใช้อยู่&lt;br /&gt;ตัวอย่าง hostname&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;tty&lt;br /&gt;แสดงหมายเลข terminal ที่ใช้งานอยู่&lt;br /&gt;ตัวอย่าง tty&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;id&lt;br /&gt;ใช้แสดงชื่อและกลุ่มมของผู้ใช้งาน&lt;br /&gt;ต้วอย่าง id &lt;script type="text/javascript" src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-3654753642001425682?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/3654753642001425682/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=3654753642001425682' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/3654753642001425682'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/3654753642001425682'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/11/unix-linux-freebsd.html' title='คำสัง Unix linux พื้นฐาน ใช้ได้ freebsd'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-926570498202525761</id><published>2009-11-11T19:40:00.000-08:00</published><updated>2009-11-11T19:42:35.278-08:00</updated><title type='text'>คำสั้ง Linux Ununtu</title><content type='html'>&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!-- google_ad_client = "pub-5560620736389130"; /* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */ google_ad_slot = "1285719505"; google_ad_width = 728; google_ad_height = 90; //--&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;คำสัง Unix linux พื้นฐาน ใช้ได้ freebsd :&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.hiderefer.com/?http://www.mindphp.com/modules.php?name=News&amp;amp;file=article&amp;amp;sid=56&amp;amp;mode=thread&amp;amp;order=0&amp;amp;thold=0" target="_blank"&gt;http://www.mindphp.com/modules.php?name=News&amp;amp;file=article&amp;amp;sid=56&amp;amp;mode=thread&amp;amp;order=0&amp;amp;thold=0&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Linux System Administration :&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.hiderefer.com/?http://www.itdestination.com/training/courses/linux-system-admin/" target="_blank"&gt;http://www.itdestination.com/training/courses/linux-system-admin/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Unix Introduction :&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.hiderefer.com/?http://www.ccp.or.th/training/Documents/AllCourses/course-unix+linux.pdf" target="_blank"&gt;http://www.ccp.or.th/training/Documents/AllCourses/course-unix+linux.pdf&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมคำสั่ง Linux :&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.hiderefer.com/?http://blog.gootum.com/linux-blog/command-linux-unix" target="_blank"&gt;http://blog.gootum.com/linux-blog/command-linux-unix&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;SSH (Secure Shell)&lt;br /&gt;แทน Telnet ซึ่ง Traffic เป็นลักษณะ "Plain Text" โดยตัว SSH&lt;br /&gt;โปรโตคอลจะทำการเข้ารหัสข้อมูลของเราไว้ไม่ให้ Hacker มองเห็นได้ง่ายๆ&lt;script type="text/javascript" src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-926570498202525761?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/926570498202525761/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=926570498202525761' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/926570498202525761'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/926570498202525761'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/11/linux-ununtu.html' title='คำสั้ง Linux Ununtu'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-5258876463572447082</id><published>2009-11-08T23:58:00.001-08:00</published><updated>2009-11-08T23:59:10.619-08:00</updated><title type='text'>IP Header ของ IPv6</title><content type='html'>&lt;h3 class="post-title entry-title"&gt; &lt;a href="http://kritsadayut.blogspot.com/2009/11/ip-header-ipv6.html"&gt;IP Header ของ IPv6&lt;/a&gt; &lt;/h3&gt;   &lt;span style="color: rgb(51, 51, 255); font-size: 180%;"&gt;IPv6 Packet Format&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- สิ่งที่ควรจะรู้เกี่ยวกับ IPv6 เป็นอย่างแรกก็คือ packet format ของ IPv6 ครับ.. เพราะ packet format ก็คือ data structure ที่บอกว่า IPv6 สามารถทำอะไรได้บ้าง.. IPv6 packet ประกอบด้วย header, extended header, แล้วก็ payload ครับ .. Header ของ IPv6 ออกแบบมาให้มีขนาดคงที่และมีรูปแบบที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย header จะประกอบด้วย field จำเป็นต้องใช้ในการ process packet ที่ทุกๆ router เท่านั้น พวก options ต่างๆ ที่อาจจะ process เฉพาะที่ต้น/ปลายทาง หรือ ที่ router บางตัวจะแยกออกมาไว้ที่ extended header แทน .. รายละเอียดของ extended header เดี๋ยวว่ากันในหัวข้อ extended header ละกันนะครับ.. ตอนนี้เรามาดูที่ header ของ IPv6 กันก่อน..&lt;br /&gt;&lt;img src="file:///tmp/moz-screenshot.jpg" alt="" /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_iydnrbbVn1Y/SvI65mdp-kI/AAAAAAAAAEo/ZDz__qDEge0/s1600-h/2222.png"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 297px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_iydnrbbVn1Y/SvI65mdp-kI/AAAAAAAAAEo/ZDz__qDEge0/s320/2222.png" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5400443664422533698" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;- จากรูปของ packet format จะเห็นว่า header ของ IPv6 ดู simple มากเมื่อเทียบกับ header ของ IPv4 เหตุผลก็เป็นไปตามนี้:&lt;br /&gt;&gt; Version ยังคงต้องมีเหมือนเดิม เพื่อใช้บอกว่า packet นี้เป็น IP version ไหน.. กรณีของ IPv6 ค่าของ version ก็จะเป็น 6&lt;br /&gt;&gt; Header length ถูกตัดออกไป เพราะขนาดของมันจะเป็น 40 octets เสมอ การกำหนดให้เป็น fixed length header ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของการประมวลผล packet ดีขึ้น&lt;br /&gt;&gt; Type of Service ของ IPv4 ถูกแทนที่ด้วย Traffic Class ซึ่งใช้ระบุว่า packet นี้อยู่ใน class ไหนและมีระดับความสำคัญเท่าไหร่ เพื่อที่ router จะได้จัด schedule ในการส่ง packet ให้เหมาะสม&lt;br /&gt;&gt; Flow label ใช้ระบุ end-to-end traffic flow ระหว่างต้นทางกับปลายทาง ใน application นึงสามารถสร้าง flow ได้หลายๆ อัน อย่างเช่น video conference เราสามารถแยก flow ของภาพและเสียงออกจากกันได้ แม้ว่าจะเปิด socket ในการทำงานเพียง socket เดียว&lt;br /&gt;&gt; Total Length แทนที่ด้วย Payload length เพื่อระบุขนาดของ payload ในหน่วย octet (byte) ดังนั้นขนาดของ payload สูงสุดจะเป็น 65535 octets&lt;br /&gt;&gt; Identification, Flag, Segmentation, Protocol, Options, และ Padding ถูกย้ายไปอยู่ในส่วนของ extended header เพราะถือว่าเป็นส่วนที่ไม่จำเป็นต้อง process ในทุก router&lt;br /&gt;&gt; Hop Limit ถูกใช้แทน Time-To-Live ของ IPv4 ... ตาม IPv4 specification TTL จะเก็บเป็นเวลาจริงๆ หน่วยเป็นวินาที โดยระบุว่าแต่ละ router ต้องลด TTL ลงอย่างน้อย 1 วินาที แม้ว่าจะใช้เวลาประมวลผล packet น้อยกว่านั้น.. ในความเป็นจริงการประมวลผล packet เร็วมากครับ เพียงแค่ไม่กี่ usec เท่านั้น.. router ใหม่ๆ อาจจะทำได้น้อยกว่า 1 usec เสียอีก..router จึงลด TTL ครั้งละ 1 เสมอ .. TTL ก็เลยกลายเป็น hop count แทนที่จะเป็นเวลาจริงๆ ซึ่งก็เหมาะสมและง่ายต่อการประมวลผล... ใน IPv6 จึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า Hop limit เพื่อให้ตรงกับความหมายจริงๆ ของมัน&lt;br /&gt;&gt; Next Header ซึ่งใช้เป็นตัวบอกว่า extended header ตัวถัดไปเป็น header ประเภทไหน&lt;br /&gt;&gt; Header Checksum ถูกตัดออกเพราะว่ามันซ้ำซ้อนกับ function ของ protocol บน layer ที่อยู่สูงกว่า IP อีกทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการประมวลผล packet ด้วย เพราะ checksum ต้องคำนวณใหม่ที่ router เสมอ หากตัดออกก็จะลดภาระงานที่ router ได้ ..&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: 130%;"&gt;&lt;strong&gt;Extended Headers&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;- มาถึง extended header กันบ้าง .. จากเหตุผลข้างบนที่ย้ายหลายๆ field มาเป็น extended header ทำให้ IPv6 มี extended header หลายๆ แบบเลยครับ แต่ละแบบก็เอาไว้ใช้ทำงานเฉพาะอย่างเพียงงานเดียว ..ใน 1 packet เราสามารถใช้ extended header ได้มากกว่า 1 อัน ดังนั้น เราจึงขอ service จาก IPv6 ได้มากกว่า 1 อย่าง .. IPv6 specification ล่าสุดกำหนดให้มี extended header อยู่ 6 แบบ ทุกแบบจะขึ้นต้นด้วย field "Next Header" เสมอ เพื่อระบุว่า extended header อันถัดเป็นชนิดไหน..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt; Hop-by-Hop Options: เป็น option ที่ระบุให้ทุก router ที่อยู่ในเส้นทางระหว่างต้น/ปลายทางจะต้องทำตาม ตอนนี้ใน IPv6 specification มี option อยู่เพียงสองอัน คือ Jumbogram options สำหรับให้ IPv6 packet มีขนาดใหญ่กว่า 65535 octets ได้ ขนาดของ jumbogram สูงสุดคือ 2^32 octets (4,294,967,295 octets) เชียวล่ะครับ..อีก option นึงเอาไว้ทำ padding&lt;br /&gt;&gt; Routing: ใช้สำหรับทำ source routing ครับ.. คือต้นทางสามารถระบุเส้นทางที่ packet ต้องผ่านได้ โดย list เป็น router ที่ต้องส่ง packet ผ่านไปจนถึงปลายทาง.. Source routing ของ IPv6 สามารถระบุแต่ละ router ใน list ได้เลยว่าเป็น strict source routing หรือ loose source routing (หมายความว่าเราระบุ ทั้ง strict และ loose source routing ผสมกันได้) ซึ่งยืดหยุ่นมากกว่า source routing ของ IPv4 ที่จะบังคับว่า router ใน list ต้องเป็น strict หรือไม่ก็เป็น loose source routing ทั้งหมด&lt;br /&gt;&gt; Fragment: ใช้สำหรับทำ fragmentation เหมือนของ IPv4 แต่ที่ต่างกันก็คือ IPv6 จะมี function สำหรับหา path MTU ไว้อยู่แล้วเพื่อจะได้รู้ว่าขนาด Maximum Transfer Unit ที่เหมาะสมของ path นั้นๆ มีค่าเป็นเท่าไหร่ ดังนั้นการทำ fragmentation จึงทำที่ source node เท่านั้น (IPv4 จะทำ fragmentation ทั้งที่ source node และ router)&gt; Destination Options: ใช้งานคล้ายๆ กับ Hop-by-Hop option ครับ แต่จะเป็น option สำหรับปลายทางเท่านั้น.. ตอนนี้มีเพียง option เดียว คือเอาไว้ทำ padding&lt;br /&gt;&gt; Authentication: อันนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้ว..ใช้สำหรับทำ authentication รายละเอียดจะอยู่ในเรื่อง IP Security (IPSEC) เอาไว้ว่างๆ จะเขียนมาให้อ่านครับ ถ้าเอามารวมกับ IPv6 เดี๋ยวจะยาวเกินไป&lt;br /&gt;&gt; Encapsulated Security Payload: ใช้สำหรับทำ encryption และ cryptography อื่นๆ รายละเอียดก็จะอยู่ใน IP Security เหมือนกัน..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- Extended header มีอย่างมากไม่เกินแบบละ 1 อัน ยกเว้น destination option header ซึ่งอาจจะมีได้ 2 อัน..อืมม..ทีนี้พอมี extended header หลายๆ แบบอย่างนี้ก็ต้องมีลำดับการเรียง extended header ให้ถูกต้องด้วย...ถ้าใส่กันเต็มๆ ก็จะเรียงลำดับตามนี้:&lt;br /&gt;1. IPv6 header&lt;br /&gt;2. Hop-by-Hop Options header&lt;br /&gt;3. Destination Options header&lt;br /&gt;4. Routing header&lt;br /&gt;5. Fragment header&lt;br /&gt;6. Authentication header&lt;br /&gt;7. Encapsulating Security Payload header8. Destination Options header9. Upper-layer header (e.g., TCP, UDP)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- IPv6 header ได้ถูกออกแบบให้มีขนาด Header ลดน้อยลง โดยทำการย้ายฟิลด์ที่ไม่จำเป็น หรือที่เพิ่มออก โดยวางไว้หลัง IPv6 header และใช้การแจ้งเป็น Streamline header ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดำเนินการติดต่อกับ Router ทันทีทันใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- IPv4 header กับ IPv6 header ไม่สามารถใช้ง่ายร่วมกันได้ ซึ่งในการวางระบบทั้ง Ipv4 และ IPv6 ต้องทำทั้งคู่เพื่อให้รู้จักรูปแบบของ Header ซึ่ง Header ของ IPv6 ใหญ่กว่าของ IPv4 สองเท่า และตำแหน่งที่อยู่ใหญ่กว่าถึง 4 เท่า&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_iydnrbbVn1Y/SvI7knjCldI/AAAAAAAAAEw/4DtsvyzG2yM/s1600-h/untitled.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 158px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_iydnrbbVn1Y/SvI7knjCldI/AAAAAAAAAEw/4DtsvyzG2yM/s320/untitled.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5400444403447928274" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="left"&gt;- เฮดเดอร์ของ IP โดยปกติจะมีขนาด 20 bytes ยกเว้นในกรณีที่มีการเพิ่ม option บางอย่าง ฟิลด์ของเฮดเดอร์ IP จะมีความหมายดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;Version : หมายเลขเวอร์ชันของโปรโตคอล ที่ใช้งานในปัจจุบันคือ เวอร์ชัน 4 (IPv4) และเวอร์ชัน 6 (IPv6)&lt;br /&gt;Header Length : ความยาวของเฮดเดอร์ โดยทั่วไปถ้าไม่มีส่วน option จะมีค่าเป็น 5 (5*32 bit)&lt;br /&gt;Type of Service (TOS) : ใช้เป็นข้อมูลสำหรับเราเตอร์ในการตัดสินใจเลือกการเราต์ข้อมูลในแต่ละดาต้า แกรม แต่ในปัจจุบันไม่ได้มีการนำไปใช้งานแล้ว&lt;br /&gt;Length : ความยาวทั้งหมดเป็นจำนวนไบต์ของดาต้าแกรม ซึ่งด้วยขนาด 16 บิตของฟิลด์ จะหมายถึงความยาวสูงสุดของดาต้าแกรม คือ 65535 byte (64k) แต่ในการส่งข้อมูลจริง ข้อมูลจะถูกแยกเป็นส่วนๆตามขนาดของ MTU ที่กำหนดในลิงค์เลเยอร์ และนำมารวมกันอีกครั้งเมื่อส่งถึงปลายทาง แอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่จะมีขนาดของดาต้าแกรมไม่เกิน 512 byte&lt;br /&gt;Identification : เป็นหมายเลขของดาต้าแกรมในกรณีที่มีการแยกดาต้าแกรมเมื่อข้อมูลส่งถึง ปลายทางจะนำข้อมูลที่มี identification เดียวกันมารวมกัน&lt;br /&gt;Flag : ใช้ในกรณีที่มีการแยกดาต้าแกรม&lt;br /&gt;Fragment offset : ใช้ในการกำหนดตำแหน่งข้อมูลในดาต้าแกรมที่มีการแยกส่วน เพื่อให้สามารถนำกลับมาเรียงต่อกันได้อย่างถูกต้อง&lt;br /&gt;Time to live (TTL) : กำหนดจำนวนครั้งที่มากที่สุดที่ดาต้าแกรมจะถูกส่งระหว่าง hop (การส่งผ่านข้อมูลระหว่างเน็ตเวิร์ค) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการส่งข้อมูลโดยไม่สิ้นสุด โดยเมื่อข้อมูลถูกส่งไป 1 hop จะทำการลดค่า TTL ลง 1 เมื่อค่าของ TTL เป็น 0 และข้อมูลยังไม่ถึงปลายทาง ข้อมูลนั้นจะถูกยกเลิก และเราเตอร์สุดท้ายจะส่งข้อมูล ICMP แจ้งกลับมายังต้นทางว่าเกิด time out ในระหว่างการส่งข้อมูล&lt;br /&gt;Protocol : ระบุโปรโตคอลที่ส่งในดาต้าแกรม เช่น TCP ,UDP หรือ ICMP&lt;br /&gt;Header checksum : ใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในเฮดเดอร์&lt;br /&gt;Source IP address : หมายเลข IP ของผู้ส่งข้อมูล&lt;br /&gt;Destination IP address : หมายเลข IP ของผู้รับข้อมูล&lt;br /&gt;Data : ข้อมูลจากโปรโตคอลระดับบน &lt;/p&gt;&lt;span style="font-size: 130%;"&gt;การใช้งานระหว่าง IPv4 และ IPv6&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;- การปรับเปลี่ยนเครือข่ายจาก IPv4 ไปสู่ IPv6 สามารถทำได้ 3 แนวทางคือ การทำ Dual Stacks , การใช้ Tunneling และการทำ Header Translation&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. การใช้สแต็กคู่ ( Dual Stacks ) คือ การทำให้โฮสต์สามารถใช้งานได้กับ IP address ทั้ง 2 version โดยจะพิจารณาว่าจะส่งข้อมูลไปโดยใช้ IP address version ไหนจากการส่ง packet ไปสอบถาม DNS ก่อนแล้ว จึงส่งข้อมูลตาม version ที่ DNS ตอบกลับมา ถ้า DNS ส่ง packet กลับมาเป็น IPv6 แสดงว่าโฮสต์ต้นทางจะต้องส่ง Packet เป็น IPv6 ข้อมูลจะสามารถส่งถึงโฮสต์ปลายทางได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2.การใช้อุโมงค์เครือข่าย ( Tunneling) คือ วิธีการที่โฮสต์ต้นทางและโฮสต์ปลายทางใช้ IPv6 ทั้งคู่ แต่การสื่อสารระหว่าง 2 โฮสต์นี้ต้องกระทำผ่าน เครือข่าย IPv4 ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการ encapsulate IPv6 ให้เป็น IPv4 จึงจะสามารถส่งผ่านข้อมูลผ่านเครือข่าย IPv4 ได้ หลังจากนั้นโฮสต์ปลายทางจึงจะทำการดีแคปซูเลต IPv4 ให้เป็น IPv6 ตามเดิม&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. การแปลงเฮดเดอร์ (Header Translation) คือ วิธีการนี้ใช้เมื่ออินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนเป็น IPv6 แล้วแต่ยังมีบางเครือข่ายที่ยังเป็น IPv4 อยู่จึงจำเป็นที่จะต้องทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ Header ทั้งหมด โดยใช้ตัวแปลงเฮดเดอร์ ซึ่งแปลงเฮดเดอร์ IPv6 ให้เป็น IPv4&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="left"&gt;• เทคนิคการทำ Translation เป็นวิธีที่ใช้กับการสื่อสารข้ามเครือข่าย เช่น โหนดจากเครือข่าย IPv4 ต้องการคุยกับเซิร์ฟเวอร์ ในเครือข่าย IPv6 หรือ โหนดที่เป็น IPv6 ต้องการคุยกับเซิร์ฟเวอร์ ที่เป็น IPv4&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;• หรือการทำ Translation คือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไปมาระหว่างข้อมูลในรูปแบบของ IPv4 และ IPv6• เป็นกรณีที่ต่างไปจากการใช้งาน Dual stacks และ Tunnel&lt;/p&gt;• การแปลงข้อมูลนี้สามารถทำได้หลายระดับ เช่น Network layer, Transport layer, หรือ Application layer&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ไม่ว่าจะทำการแปลงข้อมูลที่ระดับไหน องค์ประกอบสำคัญที่จำเป็นคือส่วนที่ทำหน้าที่แปลงหมายเลข IP address หรือ Address translation ซึ่งการแปลงหมายเลขสามารถทำได้โดยการจัดเก็บคู่หมายเลข IPv4 และ IPv6 address ทุกคู่ในเครือข่าย เราเรียกวิธีนี้ว่า Stateful address translation หรือจะทำการแปลงแบบอัตโนมัติ ที่เรียกว่า Stateless address translator ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size: 130%;"&gt;จุดเด่นของ IPv6 ที่เหนือกว่า IPv4&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;p align="left"&gt;1. รูปแบบ Header ใหม่ IPv6 header ได้ถูกออกแบบให้มีขนาด Header ลดน้อยลง โดยทำการย้ายฟิลด์ที่ไม่จำเป็น หรือที่เพิ่มออก โดยวางไว้หลัง IPv6 Header และใช้การแจ้ง เป็น Streamline Header ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดำเนินการติดต่อกับ Router ทันทีทันใด IPv4 Header กับ IPv6 Header ไม่สามารถใช้ง่ายร่วมกันได้ ซึ่งในการวางระบบทั้ง IPv4 และ IPv6 ต้องทำทั้งคู่เพื่อให้รู้จักรูปแบบของ Header ซึ่ง Header ของ IPv6 ใหญ่กว่าของ IPv4 สองเท่า และตำแหน่งที่อยู่ใหญ่กว่าถึง 4 เท่า&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;2. มีขนาด Address มากขึ้น IPv6 มีการกำหนดตำแหน่งที่อยู่ผู้ติดต่อ และผู้รับการ ติดต่อเป็น 128 บิต ซึ่งมีจำนวนที่อยู่ถึง 3.4x1038 ทำให้มีการออกแบบเป็นหลายลำดับชั้น และ จองที่อยู่สำหรับ Internet Backbone เพื่อแยกจากเครือข่ายในองค์กรซึ่งเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่ ใช้สำหรับตำแหน่งโฮสต์ และมีที่อยู่จำนวนมาที่ใช้ในอนาคต ทำให้อ้างจะไม่จำเป็นที่ต้องใช้ NATs ในเครือข่ายอนาคตก็ได้&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;3. มีการกำหนดที่อยู่เป็นลำดับชั้น และกำหนดโครงสร้างการหาเส้นทางได้IPv6 Global Addresses ใช้บน IPv6 สามารถที่สร้างและกำหนดลำดับชั้นได้อย่างมีประสิทธิสำหรับการหา เส้นทาง และสิ่งที่เกิดขึ้นหลายลำดับในผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต บน IPv6 Internet, Backbone Routers ทำให้ขนาดข้อมูลใน Routing Table เล็กลง&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;4. ไม่จำเป็นที่ต้องแจ้งที่อยู่ก่อน หรือกำหนดที่อยู่ไว้ก่อนได้เป็นการกำหนดค่าโฮสต์ ซึ่ง IPv6 รองรับทั้งกำหนดค่าที่แจ้งไว้ก่อน เช่นการใช้ DHCP Server และการกำหนดค่าที่อยู่โดย ไม่แจ้งไว้ก่อนได้ (Stateless) ในกรณีที่ไม่มี DHCP Server อยู่ เครื่องโฮสต์บนลิงค์นี้จะ กำหนดค่าอัตโนมัติในตัวเองด้วย IPv6 addresses สำหรับลิงค์ (Link-Local Addresses) และ การกำหนดค่าที่อยู่โดยนำมาจากค่าประกาศด้านหน้าของ Routers แม้ว่าไม่มี Router โฮสต์ก็ สามารถที่ลิงค์ได้โดยกำหนดค่าที่อยู่ในลิงค์ท้องถิ่นเอง ด้วย Link-Local Addresses และการ สื่อสารโดยไม่ต้องกำหนดค่าที่อยู่ด้วยมือ&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;5. ฝังความปลอดภัยไว้ภายในรองรับ IPSec บนลำดับชั้นของ IPv6 ซึ่งรองรับเป็นทาง แก้ปัญหามาตรฐาน ซึ่งทำให้การสื่อสารระหว่างเครื่องมีความปลอดภัย6. รองรับบริการ Quality of Service (QoS) มีฟิลด์ใหม่ใน IPv6 Header ที่กำหนด สำหรับรองรับการระบุ ซึ่งระบุการจราจร โดยใช้ฟิลด์ Flow Label ใน IPv6 Header อนุญาตให้ Router ทำการระบุและดูแลแพ็ตเก็ตที่ไหล การไหลที่เป็นชุดของแพ็ตเก็ตระหว่างต้นทาง ไปยัง ปลายทาง โดยรองรับ QoS ทำให้ง่ายต่อการติดต่อให้บรรลุเป้าหมายเมื่อมี Packet Payload ถูกเข้ารหัสด้วย IPSec7. มีการติดตั้งกับเครื่องข้างเคียง Neighbor Discovery Protocol สำหรับ IPv6 เป็นชุด Internet Control Message Protocol สำหรับ IPv6 (ICMPv6) ซึ่งจัดการโหนดเพื่อนบ้าน&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;* IPv6 ใช้ 128 bits ในการระบุหมายเลข IP ในขณะที่ IPv4 มีพื้นที่ให้ระบุเพียง 32 Bits ทำให้ IPv6 สามารถรองรับจำนวนหมายเลข IP ได้มากกว่า&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;* IPv6 มีการกำหนดขนาดของส่วน Header เอาไว้ตายตัว ทำให้ความเร็วในการประมวลผลและการส่องต่อมีประสิทธิภาพขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;* IPv6 มีการออกแบบ Header มาเพื่อช่วยให้การค้นหาเส้นทางมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;* IPv6 ตัดส่วนที่ใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลออกไป เพราะหน้าที่สามารถให้ layer ข้างบนทำได้ เป็นการลดภาระงานของ Router ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* IPv6 สามารถรองรับต่อขนาดของข้อความ (payload) ได้ถึง 4 GiB. ซึ่ง IPv4 รองรับได้แค่ 64 KiB&lt;/p&gt;* ส่วน OS ที่รองรับ ก็มี Linux , Windows XP/ Vista, Mac OS X&lt;br /&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;strong&gt;ที่มา :&lt;/strong&gt; 1. &lt;a href="http://www.thaicert.nectec.or.th/paper/basic/tcp-ip.php"&gt;http://www.thaicert.nectec.or.th/paper/basic/tcp-ip.php&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;a href="http://74.125.153.132/search?q=cache:aS_ouR6ZgfQJ:ccsmail.sut.ac.th/e-ru/teacher/file/file172.doc+ip+header+%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+IPV4&amp;amp;cd=1&amp;amp;hl=th&amp;amp;ct=clnk&amp;amp;gl=th&amp;amp;lr=lang_th"&gt;http://74.125.153.132/search?q=cache:aS_ouR6ZgfQJ:ccsmail.sut.ac.th/e-ru/teacher/file/file172.doc+ip+header+%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+IPV4&amp;amp;cd=1&amp;amp;hl=th&amp;amp;ct=clnk&amp;amp;gl=th&amp;amp;lr=lang_th&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3. &lt;a href="http://eng.sut.ac.th/tce/Photos/couseonline/Gr14.pdf"&gt;http://eng.sut.ac.th/tce/Photos/couseonline/Gr14.pdf&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4. &lt;a href="http://kitty.in.th/index.php?room=article&amp;amp;id=83"&gt;http://kitty.in.th/index.php?room=article&amp;amp;id=83&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;5. &lt;a href="http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=11256713b4c94964"&gt;http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=11256713b4c94964&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;6. &lt;a href="http://kom.homelinux.org/node/288"&gt;http://kom.homelinux.org/node/288&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;7. &lt;a href="http://www.specialist.co.th/se/web/news_detail.php?id=70"&gt;http://www.specialist.co.th/se/web/news_detail.php?id=70&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!-- google_ad_client = "pub-5560620736389130"; /* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */ google_ad_slot = "1285719505"; google_ad_width = 728; google_ad_height = 90; //--&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type="text/javascript" src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-5258876463572447082?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/5258876463572447082/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=5258876463572447082' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/5258876463572447082'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/5258876463572447082'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/11/ip-header-ipv6.html' title='IP Header ของ IPv6'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_iydnrbbVn1Y/SvI65mdp-kI/AAAAAAAAAEo/ZDz__qDEge0/s72-c/2222.png' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-1665286529726072139</id><published>2009-11-08T23:31:00.000-08:00</published><updated>2009-11-08T23:35:45.668-08:00</updated><title type='text'>ข้อสอบ Router 60 ข้อ</title><content type='html'>&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!-- google_ad_client = "pub-5560620736389130"; /* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */ google_ad_slot = "1285719505"; google_ad_width = 728; google_ad_height = 90; //--&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;1.ข้อใดคือ 11001010.00011101.00111001.00000010&lt;br /&gt;ก.202.50.5.3&lt;br /&gt;ข.202.53.3.2&lt;br /&gt;ค.202.29.57.2&lt;br /&gt;ง.202.29.5.2&lt;br /&gt;เฉลย  ง. มาจาก 128+64+8+2.16+8+4+1.32+16+8+1.2 จะได้ = 202.29.5.2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ข้อใดคือ 01111101.00011000.10011011.01000010&lt;br /&gt;ก.125.20.155.66&lt;br /&gt;ข.125.24.155.66&lt;br /&gt;ค.125.50.15.66&lt;br /&gt;ง.120.25.55.58&lt;br /&gt;เฉลย ข มาจาก 64+32+16+8+4+1.16+8.128+16+8+2+1. 128+2=125.24.155.66&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.42.58.5.29 คือ IP Class อะไร&lt;br /&gt;ก.A&lt;br /&gt;ข.B&lt;br /&gt;ค.C&lt;br /&gt;ง.D&lt;br /&gt;เฉลย A เพราะ IP Class A เริ่มที่ 0-126 หรือ 127&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. IP Class A รองรับได้กี่ hosts&lt;br /&gt;ก.2^24hosts&lt;br /&gt;ข.2^16 hosts&lt;br /&gt;ค.2^14 hosts&lt;br /&gt;ง.2^8   hosts&lt;br /&gt;เฉลย ก จากNetwork mask Class A = 255.0.0.0= 255.00000000.00000000.00000000 หา hostsโดยนำเอา 0 ที่เหลือมายกกำลังจะได้ ด้วยเลขฐาน2=2^24&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. .IP Private Class C รองรับได้กี่ hosts&lt;br /&gt;ก.2^10 hosts&lt;br /&gt;ข.2^16 hosts&lt;br /&gt;ค.2^14 hosts&lt;br /&gt;ง.2^8   hosts&lt;br /&gt;เฉลย ง จากNetwork mask Class C  = 255.255.255.0= 255.255.255.00000000 หา hostsโดยนำเอา 0 ที่เหลือมายกกำลังจะได้ ด้วยเลขฐาน2=2^8&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.คลาสของ Network ข้อใดคือ Class A&lt;br /&gt;ก.N.N.N.H&lt;br /&gt;ข.N.H.H.H&lt;br /&gt;ค.N.H.N.H&lt;br /&gt;ง.H.H.H.N&lt;br /&gt;เฉลย  ข เพราะ Network mask Class A = 255.0.0.0 = 255 คือหมายเลข Subnet markแทนด้วยN 0 คือ hostsแทนด้วย H&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.คลาสของ Network ข้อใดคือ Class C&lt;br /&gt;ก.N.N.N.H&lt;br /&gt;ข.N.H.H.H&lt;br /&gt;ค.N.H.N.H&lt;br /&gt;ง.H.H.H.N&lt;br /&gt;เฉลย  ก Network mask Class C = 255.255.255.0 = 255 คือหมายเลข Subnet markแทนด้วยN 0 คือ hostsแทนด้วย H&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. Private IP Addresses Class B คือ&lt;br /&gt;ก.192.168.0.0 through 192.168.255.255&lt;br /&gt;ข.172.16.0.0 through 172.16.255.255&lt;br /&gt;ค.10.0.0.0 through 10.255.255.255&lt;br /&gt;ง.172.16.0.0 through 173.31.255.255&lt;br /&gt;เฉลย  ค 10.0.0.0 through 10.255.255.255&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.  Broadcast Address Class C คือ&lt;br /&gt;ก.192.168.0.0 through 192.168.255.255&lt;br /&gt;ข.172.16.0.0 through 172.16.255.255&lt;br /&gt;ค.10.0.0.0 through 10.255.255.255&lt;br /&gt;ง.172.16.0.0 hrough 173.31.255.255&lt;br /&gt;เฉลย  ง  172.16.0.0 through 173.31.255.255&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. ข้อใดคือ Private IP Address&lt;br /&gt;ก.12.0.0.1&lt;br /&gt;ข.172.20.14.36&lt;br /&gt;ค.168.172.19.39&lt;br /&gt;ง.172.33.194.30&lt;br /&gt;เฉลย  ข 172.20.14.36&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11. Subnet mask ของ  / 17 คือ&lt;br /&gt;ก.255.255.128.0&lt;br /&gt;ข.255.248.0.0&lt;br /&gt;ค.255.255.192.0&lt;br /&gt;ง.255.255.248.0&lt;br /&gt;เฉลย  ก  255.255.128.0&lt;br /&gt;จาก Subnet mask ของ  / 17 คือ 11111111.11111111.10000000.00000000&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12. Subnet mask ของ  / 25 คือ&lt;br /&gt;ก.255.255.128.0&lt;br /&gt;ข.255.255.255.128&lt;br /&gt;ค.255.255.255.0&lt;br /&gt;ง.255.255.255.240&lt;br /&gt;เฉลย  ข  255.255.255.128&lt;br /&gt;จาก  Subnet mask ของ  / 25 คือ 11111111.11111111.11111111.10000000&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13. Subnet mask ของ  / 20 คือ&lt;br /&gt;ก.255.255.240.0&lt;br /&gt;ข.255.240.0.0&lt;br /&gt;ค.255.255.255.240&lt;br /&gt;ง.255.192.0.0&lt;br /&gt;เฉลย  ก.255.255.240.0&lt;br /&gt;จาก  Subnet mask ของ  / 20 คือ  11111111.11111111.11110000.00000000&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;14. Network maskของ Class B คือ&lt;br /&gt;ก.255.0.0.0&lt;br /&gt;ข.255.255.0.0&lt;br /&gt;ค.255. 255.255.0&lt;br /&gt;ง.ถูกเฉพาะข้อ ข&lt;br /&gt;เฉลย  ข. 255.255.0.0&lt;br /&gt;จาก  Network maskของ Class B คือ  11111111.11111111.00000000.00000000&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15. Network maskของ Class C คือ&lt;br /&gt;ก.255.0.0.0&lt;br /&gt;ข.255.255.0.0&lt;br /&gt;ค.255. 255.255.0&lt;br /&gt;ง.ถูกทุกข้อ&lt;br /&gt;เฉลย  ค  255. 255.255.0&lt;br /&gt;จาก  Network maskของ Class C คือ  11111111.11111111.11111111.00000000&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;16.สัญลักษณ์ของการ mask คือ&lt;br /&gt;ก. #&lt;br /&gt;ข.\&lt;br /&gt;ค..&lt;br /&gt;ง. /&lt;br /&gt;เฉลย    ง  /&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;17.CIDR คือ&lt;br /&gt;ก. การจัดสรร Subnet แบบไม่แบ่งคลาส&lt;br /&gt;ข.การจัดสรร IP แบบไม่แบ่งคลาส&lt;br /&gt;ค.การหาเส้นทางแบบไม่แบ่งคลาส&lt;br /&gt;ง.การจับรอดแคแบบสัญญาณข้อมูลแบบไม่แบ่งคลาส&lt;br /&gt;เฉลย  ก. การจัดสรร Subnet แบบไม่แบ่งคลาส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;18.การแบ่ง subnetแบบ mask 3bit ของ Class C มี CIDR เท่ากับ&lt;br /&gt;ก./21&lt;br /&gt;ข./25&lt;br /&gt;ค./27&lt;br /&gt;ง./29&lt;br /&gt;เฉลย ค/27&lt;br /&gt;จาก  การแบ่ง subnetแบบ mask 3bit ของ Class C มี CIDR เท่ากับ  11111111.11111111.11111111.11100000&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;19.การแบ่ง subnetแบบ mask 5bit ของ Class B มี CIDR เท่ากับ&lt;br /&gt;ก./15&lt;br /&gt;ข./17&lt;br /&gt;ค./19&lt;br /&gt;ง./21&lt;br /&gt;เฉลย   ง  /21&lt;br /&gt;จาก  การแบ่ง subnetแบบ mask 5bit ของ Class B มี CIDR เท่ากับ&lt;br /&gt;11111111.11111111.11111000.00000000&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;20.การแบ่ง subnetแบบ mask 8bit ของ Class B มี CIDR เท่ากับ&lt;br /&gt;ก./16&lt;br /&gt;ข./20&lt;br /&gt;ค./24&lt;br /&gt;ง./27&lt;br /&gt;เฉลย  ค/24     จาก การแบ่ง subnetแบบ mask 8bit ของ Class B มี CIDR เท่ากับ11111111.11111111.11111111.00000000&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;21.การแบ่ง subnetแบบ mask 5 bit ของ Class A มี CIDR เท่ากับ&lt;br /&gt;ก./13&lt;br /&gt;ข./21&lt;br /&gt;ค./30&lt;br /&gt;ง.ผิดทุกข้อ&lt;br /&gt;เฉลย   ก  คือ  Class A =11111111.11111000.00000000.00000000   1 bits = 13 ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;22. จำนวน Host ของการ mask 4 bit ของ Class C เท่ากับเท่าใด&lt;br /&gt;ก. 2024 Hosts&lt;br /&gt;ข. 254   Hosts&lt;br /&gt;ค.18      Hosts&lt;br /&gt;ง. 14     Hosts&lt;br /&gt;เฉลย ง การ Mask 4 bit ของ Class C = 11111111.11111111.11111111.11110000 นำเอา 0 ที่เหลือมายกกำลังจะได้ ด้วยเลขฐาน2 = 2^4-2 = 14 Host และรองรับได้ไม่เกิน 14 Host&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;23.จำนวน Host ของการ mask 5 bit ของ Class C เท่ากับเท่าใด&lt;br /&gt;ก. 2 Hosts&lt;br /&gt;ข. 6 Hosts&lt;br /&gt;ค.14 Hosts&lt;br /&gt;ง. 30 Hosts&lt;br /&gt;เฉลย ข การ Mask 5 bit ของ Class C = 11111111.11111111.11111111.11111000 นำเอา 0 ที่เหลือมายกกำลังจะได้ ด้วยเลขฐาน2 = 2^3-2 = 6 Host และรองรับได้ไม่เกิน 6 Host&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;24.จำนวน Subnet ของการ mask 4 bit ของ Class A เท่ากับเท่าใด&lt;br /&gt;ก. 2 Subnets&lt;br /&gt;ข. 6 Subnets&lt;br /&gt;ค. 14 Subnets&lt;br /&gt;ง. 30 Subnets&lt;br /&gt;เฉลย   ค   คือ  Mask 4 bit ของ Class A = 11111111.11110000.00000000.00000000 นำ 4 bit มายกกำลังด้วยเลขฐาน2 = 2^4 – 2 = 14&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;25.จำนวน Subnet ของการ mask 6 bit ของ Class B เท่ากับเท่าใด&lt;br /&gt;ก.14 Subnets&lt;br /&gt;ข.30 Subnets&lt;br /&gt;ค.62 Subnets&lt;br /&gt;ง.126 Subnets&lt;br /&gt;เฉลย  ค  คือ  Mask 6 bit ของ Class B = 11111111.11111111.11111100.00000000 นำ 6 bit มายกกำลังด้วยเลขฐาน2 = 2^6 – 2 = 62&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;26.จำนวน Host ที่เชื่อมต่อได้สูงสุดของ   255.255.255.224&lt;br /&gt;ก. 28 Hosts&lt;br /&gt;ข.32 Hosts&lt;br /&gt;ค.30 Hosts&lt;br /&gt;ง. 62 Hosts&lt;br /&gt;เฉลย ค 255.255.255.224 = 11111111.11111111.11111111.11100000 นำเอา 0 ที่เหลือมายกกำลัง ด้วยเลขฐาน2 = 2^5-2 = 30 Host และรองรับได้ไม่เกิน 30 Host&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;27.จำนวน Host ที่เชื่อมต่อได้สูงสุดของ   255.255.255.192&lt;br /&gt;ก.28 Hosts&lt;br /&gt;ข.32 Hosts&lt;br /&gt;ค.30 Hosts&lt;br /&gt;ง.62 Hosts&lt;br /&gt;เฉลย ง คือ 255.255.255.192 = 11111111.11111111.11111111.11000000 นำเอา 0 ที่เหลือมายกกำลัง ด้วยเลขฐาน2 = 2^6-2 = 62 Host และรองรับได้ไม่เกิน 62 Host&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;28.จำนวน Host ที่เชื่อมต่อได้สูงสุดของ   255.255.255.240&lt;br /&gt;ก. 4049 Hosts&lt;br /&gt;ข. 512 Hosts&lt;br /&gt;ค.1024 Hosts&lt;br /&gt;ง.128 Hosts&lt;br /&gt;เฉลย ก  คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;29.ต้องการใช้ Subnet จำนวน 29 Subnet จะยืม (mask) จาก คลาส A เท่าไหร่&lt;br /&gt;ก.3&lt;br /&gt;ข.4&lt;br /&gt;ค.5&lt;br /&gt;ง.6&lt;br /&gt;เฉลย ค Mask 5 bit ของ Class A = 11111111.11111000.00000000.00000000 นำ 5 bit มายกกำลังด้วยเลขฐาน2 = 2^5 – 2 = 30 ซึ่งใกล้เคียงกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;30.จากข้อที่ 29 Subnet mask ที่แสดงคือ&lt;br /&gt;ก.255.192.0.0&lt;br /&gt;ข.255.255.255.248&lt;br /&gt;ค.255.255.248.0&lt;br /&gt;ง.255.248.0.0&lt;br /&gt;เฉลย  ง  Mask 5 bit ของ Class A = 11111111.11111000.00000000.00000000 = 128+64+32+16+8+4+2+1.128+64+32+16+8 = 255.248.0.0&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;31.ข้อใดไม่ใช่ Subnetwork ID สำหรับเครื่องที่ใช้ IP Address หมายเลข 200.10.68/28&lt;br /&gt;ก.200.10.5.56&lt;br /&gt;ข.200.10.5.32&lt;br /&gt;ค.200.10.5.64&lt;br /&gt;ง.200.10.5.0&lt;br /&gt;เฉลย  ก.200.10.5.56&lt;br /&gt;subnet id &gt; ip &gt; network id&lt;br /&gt;.0 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .15 .16 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .31 .32 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .47 .48 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .63 .64 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .79&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;32.ข้อใดคือ Network Address ของหมายเลข 172.16.0.0/19&lt;br /&gt;ก.8 Subnet; 2,046 Hosts&lt;br /&gt;ข.8 Subnet; 8,192 Hosts&lt;br /&gt;ค.7 Subnet; 30 Hosts&lt;br /&gt;ง.7 Subnet; 62 Hosts&lt;br /&gt;เฉลย  ข. 2^13 = 8192&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;33.ข้อใดคือ Subnet ของ IP Address หมายเลข 172.16.210.0/22&lt;br /&gt;ก.172.16.208.0&lt;br /&gt;ข.172.16.254.0&lt;br /&gt;ค.172.16.107.0&lt;br /&gt;ง.172.16.254.192&lt;br /&gt;เฉลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;34.ข้อใดคือ Subnet ของ IP Address 201.100.5.68/28&lt;br /&gt;ก.201.100.5.31&lt;br /&gt;ข.201.100.5.64&lt;br /&gt;ค.201.100.5.65&lt;br /&gt;ง.201.100.51&lt;br /&gt;เฉลย ข. 201.100.5.64&lt;br /&gt;subnet id &gt; ip &gt; network id  &lt;br /&gt;.0 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .15       &lt;br /&gt;.16 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .31     &lt;br /&gt;.32 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .47&lt;br /&gt;.48 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .63           &lt;br /&gt;.64 &gt;&gt; ip &gt;&gt; .79&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;35.ข้อใดคือ Subnet ของ IP Address 172.16.112.1/25&lt;br /&gt;ก.172.16.112.0&lt;br /&gt;ข.172.16.0.0&lt;br /&gt;ค.172.16.96.0&lt;br /&gt;ง.172.16.255.0&lt;br /&gt;เฉลย ก.172.16.112.0&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกำหนด IP Address 192.168.1.1/28 จงคำนวณหา Subnetwork ID IP Usage และBroadcast แล้วตอบคำถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;36.หมายเลขใดไม่สามารถใช้ได้&lt;br /&gt;ก.192.168.1.13&lt;br /&gt;ข.192.168.1.226&lt;br /&gt;ค.192.168.1.31&lt;br /&gt;ง.192.168.1.253&lt;br /&gt;เฉลย ค.192.168.1.31&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;37.หมายเลขใดเป็น subnetwork ID ของ Subnet ที่ 00001000&lt;br /&gt;ก.192.168.1.13&lt;br /&gt;ข.192.168.1.16&lt;br /&gt;ค.192.168.1.31&lt;br /&gt;ง.192.168.1.32&lt;br /&gt;เฉลย ง.192.168.1.32&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;38.หมายเลขใดเป็น Broadcast ID ของ Subnet ที่ 000010000&lt;br /&gt;ก.192.168.1.13&lt;br /&gt;ข.192.168.1.226&lt;br /&gt;ค.192.168.1.31&lt;br /&gt;ง.192.168.1.253&lt;br /&gt;เฉลย ค.192.168.1.31&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;39.หมายเลขใดเป็น subnetwork ID ของ Subnet ที่ 001100000&lt;br /&gt;ก.192.168.1.63&lt;br /&gt;ข.192.168.1.45&lt;br /&gt;ค.192.168.1.48&lt;br /&gt;ง.192.168.1.111&lt;br /&gt;เฉลย ค.192.168.1.48&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กำหนด IP Address 192.168.1.1/28 จงคำนวณหา Sub Network ID , IP Usage และBroadcast แล้วตอบคำถาม&lt;br /&gt;             จาก /28&lt;br /&gt;             11111111.11111111.11111111.11110000&lt;br /&gt;             Subnet = 8&lt;br /&gt;             Hosts = 14 (  2 ^4  = 16 -2 = 14 Hosts )&lt;br /&gt;            &lt;br /&gt;Net ID IP Usage Broadcast ID&lt;br /&gt;0   1-14             15&lt;br /&gt;16   17-30             31&lt;br /&gt;32   33-46             47&lt;br /&gt;48   49 -62            63&lt;br /&gt;64   63-78             79&lt;br /&gt;80   81-94             95&lt;br /&gt;96   97 - 110     111&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางที่ 1 แสดงการหาค่า Sub Network ID  , IP Usage  และ Broadcast ID ของ /28&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;40.หมายเลขใดเป็น Broadcast ID ของ Subnet ที่ 001100000&lt;br /&gt;ก.192.168.1.63&lt;br /&gt;ข.192.168.1.45&lt;br /&gt;ค.192.168.1.48&lt;br /&gt;ง.192.168.1.100&lt;br /&gt;เฉลย    ก. 192.168.1.63   อธิบาย&lt;br /&gt;      (อ้างอิงจากตารางที่ 1)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;41.หมายเลขใดเป็น Broadcast ID ของ Subnet ที่ 001100000&lt;br /&gt;ก.192.168.1.50&lt;br /&gt;ข.192.168.1.96&lt;br /&gt;ค.192.168.1.81&lt;br /&gt;ง.192.168.1.10&lt;br /&gt;เฉลย    ก. 192.168.1.50อธิบาย&lt;br /&gt;      (อ้างอิงจากตารางที่ 1)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กำหนด IP Address 192.168.1.1/27 จงคำนวณหา Subnetwork ID  , IP Usage และBroadcast แล้วตอบคำถาม&lt;br /&gt;             จาก /27&lt;br /&gt;             255.255.255.224&lt;br /&gt;             Subnet = 6&lt;br /&gt;             Hosts = 30 (  2 ^5 = 30  Hosts )&lt;br /&gt;            &lt;br /&gt;Net ID IP Usage Broadcast ID&lt;br /&gt;0 1-30            31&lt;br /&gt;32 33-62            63&lt;br /&gt;64 65-94            95&lt;br /&gt;96 97-126            127&lt;br /&gt;128 129-158            159&lt;br /&gt;160 161-190            191&lt;br /&gt;192 193-223            223&lt;br /&gt;224 225-254            255&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตารางที่ 2 แสดงการหาค่า Sub Network ID  , IP Usage  และ Broadcast ID ของ /27&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;42.ข้อใดไม่เข้าพวก&lt;br /&gt;ก.192.168.1.1&lt;br /&gt;ข.192.168.1.95&lt;br /&gt;ค.192.168.33&lt;br /&gt;ง.192.168.1.124&lt;br /&gt;เฉลย  ข . 192.168.1.95  อธิบาย&lt;br /&gt;      เพราะ ข้อ ก, ค , ง  เป็น IP Usage แต่ ข้อ ข. เป็น  Broadcast ID ซึ่งแตกต่างจากกลุ่ม&lt;br /&gt;(อ้างอิงจากตารางที่ 2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;43.ข้อใดไม่เข้าพวก&lt;br /&gt;ก.192.168.1.0&lt;br /&gt;ข.192.168.1.96&lt;br /&gt;ค.192.168.32&lt;br /&gt;ง.192.168.1.159&lt;br /&gt;เฉลย ง. 192.168.1.159  อธิบาย&lt;br /&gt;      เพราะข้อ ก ,ข ,ค เป็น Net ID แต่ข้อ ง. เป็น Broadcast ID ซึ่งแตกต่างจากกลุ่ม&lt;br /&gt;(อ้างอิงจากตารางที่ 2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;44.หมายเลขใดไม่สามารถใช้ได้&lt;br /&gt;ก.192.168.1.193&lt;br /&gt;ข.192.168.1.161&lt;br /&gt;ค.192.168.1.127&lt;br /&gt;ง.192.168.1.60&lt;br /&gt;เฉลย  ค. 192.168.1.127  อธิบาย&lt;br /&gt;เพราะ ข้อ ค. เป็น Broadcast ID&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;45.ข้อใดคือ IP Usage ของ Sub Network IP 192.168.1.96&lt;br /&gt;ก.192.168.1.0 – 192.168.1.31&lt;br /&gt;ข.192.168.1.65.192.168.1.94&lt;br /&gt;ค.192.168.1.97- 192.168.1.126&lt;br /&gt;ง.192.168.1.95- 192.168.1.127&lt;br /&gt;เฉลย  ค. 192.168.1.97- 192.168.1.126   (อ้างอิงจากตารางที่ 2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงใช้ภาพข้างล่างนี้ตอบคำถามข้อ 46-50&lt;br /&gt;กำหนดให้ IP Private Network Class C 192.168.1.1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;46. Net_D ควรใช้ / อะไร&lt;br /&gt;ก./26&lt;br /&gt;ข./27&lt;br /&gt;ค./28&lt;br /&gt;ง./29&lt;br /&gt;เฉลย  ข้อ ข.  /27  อธิบาย&lt;br /&gt;จากโจทย์ Net_D รองรับ 25 Hosts&lt;br /&gt;/27  เขียน  Suubnet mask ได้  11111111.11111111.11111111.11100000&lt;br /&gt;Host = 2^5 = 32 – 2 = 30 Host (ซึ่งใกล้เคียงและสามารถรองรับ Net_D ได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;47. จาก Network ข้างต้น ใช้ Subnetwork อะไรจึงรองรับได้ทุก Network&lt;br /&gt;ก. /26&lt;br /&gt;ข./27&lt;br /&gt;ค./28&lt;br /&gt;ง./29&lt;br /&gt;เฉลย   ข้อ ก. /26  อธิบาย  &lt;br /&gt;จากโจทย์ Network รองรับได้สูงสุดที่  50  Hosts&lt;br /&gt;/26  เขียน  Subnet mask ได้  11111111.11111111.11111111.11000000&lt;br /&gt;Host = 2^6 = 64 – 2 = 62  Host ( ซึ่งใกล้เคียงและสามารถรองรับ Network ได้ทั้งหมด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;48. Net_ C มี หมายเลข Subnet mask อะไร&lt;br /&gt;ก.255.255.255.192&lt;br /&gt;ข.255.255.255.254&lt;br /&gt;ค.255.255.255.248&lt;br /&gt;ง.255.255.255.252&lt;br /&gt;เฉลย   ข้อ ง.255.255.255.252  อธิบาย &lt;br /&gt;จากโจทย์ Net_ C รองรับได้   2 Hosts&lt;br /&gt;Subnet mask 255.255.255.252  หรือ 11111111.11111111.11111111.11111100&lt;br /&gt;Host = 2^2 = 4 – 2 =  2  Host ( ซึ่งสามารถรองรับ Net_C  ได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;49. Net_ B มีหมายเลข Subnet mask อะไร&lt;br /&gt;ก.255.255.255.192&lt;br /&gt;ข.255.255.255.254&lt;br /&gt;ค.255.255.255.248&lt;br /&gt;ง.255.255.255.252&lt;br /&gt;เฉลย   ข้อ ก.255.255.255.192  อธิบาย &lt;br /&gt;จากโจทย์ Net_B รองรับได้   50 Hosts&lt;br /&gt;Subnet mask 255.255.255.192   หรือ 11111111.11111111.11111111.11000000&lt;br /&gt;Host = 2^6 =  64 – 2 =  62  Host (ซึ่งใกล้เคียงและสามารถรองรับ Net_B ได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;50.หากใช้ /26 หมายเลข Sub Network IP ของ Network สุดท้ายคือ&lt;br /&gt;ก.192.168.1.128&lt;br /&gt;ข.192.168.1.192&lt;br /&gt;ค.192.168.1.191&lt;br /&gt;ง.192.168.1.255&lt;br /&gt;เฉลย ข.192.168.1.192&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;51.จากภาพด้านบนเกิดการใช้คำสั่งใด&lt;br /&gt;ก. Arp-a&lt;br /&gt;ข.Net stat&lt;br /&gt;ค.NSlookup&lt;br /&gt;ง.tracert&lt;br /&gt;เฉลย netstat&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;52จากภาพด้านบนเกิดหารใช้คำสั่งใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. Arp-a&lt;br /&gt;ข. Net stat&lt;br /&gt;ค. NSlookup&lt;br /&gt;ง. Ipconfig/all&lt;br /&gt;เฉลย  Arp –a&lt;br /&gt;ที่มา http://dbsql.sura.ac.th/know/nt/chap8.htm&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;53.จากภาพด้านบนเกิดหารใช้คำสั่งใด&lt;br /&gt;ก. .tracert-a&lt;br /&gt;ข. Net stat&lt;br /&gt;ค. NSlookup&lt;br /&gt;ง. Ipconfig/all&lt;br /&gt;เฉลย  nslookup&lt;br /&gt;ที่มา http://monetz.myfri3nd.com/blog/2008/05/07/entry-7&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;54.การใช้คำสั่งตรวจสอบดู Computer Name คือ&lt;br /&gt;ก. ipconfig&lt;br /&gt;ข.nslookup&lt;br /&gt;ค.hostname&lt;br /&gt;ง.tracert&lt;br /&gt;เฉลย hostname&lt;br /&gt;ที่มา http://www.geocities.com/naphasoan/do9.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;55.การใช้คำสั่งตรวจสอบดู IP และ subnet mask  คือ&lt;br /&gt;ก.ipconfig&lt;br /&gt;ข.nslookup&lt;br /&gt;ค.hostname&lt;br /&gt;ง.tracert&lt;br /&gt;เฉลย ipconfig&lt;br /&gt;ที่มา http://www.siamfocus.com/content.php?slide=14&amp;amp;content=37&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;56.การตรวจสอบการเชื่อมต่อระหว่างต้นทางกับปลายทางคือ&lt;br /&gt;ก.ipconfig&lt;br /&gt;ข.nslookup&lt;br /&gt;ค.hostname&lt;br /&gt;ง.tracert&lt;br /&gt;เฉลย  tracert&lt;br /&gt;ที่มา http://optimalcom.blogspot.com/2009/06/dos-network.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;57.Destination Host Unreachable หมายความว่า&lt;br /&gt;ก.ติดตั้งIP ที่ Host ไม่ถูกต้อง&lt;br /&gt;ข.ติดตั้ง Card LAN ไม่ถูกต้อง&lt;br /&gt;ค.Host ไม่ถูกเชื่อมต่อกับเครื่อง PING&lt;br /&gt;ง. Host ไม่ถูกเชื่อมต่อกับระบบ&lt;br /&gt;เฉลย  ติดตั้ง ip ไม่ตถูกต้อง&lt;br /&gt;ที่มา http://www.thaiadmin.org/board/index.php?topic=48733.0&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;58. Tracert คือ&lt;br /&gt;ก.การหาเส้นทางการเชื่อมต่อจากต้นทางไปปลายทาง&lt;br /&gt;ข.การหาเส้นทางการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;ค.การตรวจสอบระบบสถานะของระบบเครือข่าย&lt;br /&gt;ง.ตรวจสอบความผิดพลาดของ Packet&lt;br /&gt;เฉลย  ก.&lt;br /&gt;ที่มา http://optimalcom.blogspot.com/2009/06/dos-network.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;59. การเข้าหน้า cmd ทำอย่างไรในครั้งแรก&lt;br /&gt;ก.Start&gt;run&gt;cmd&lt;br /&gt;ข.start&gt;run&gt;command&lt;br /&gt;ค.start&gt;allprogram&gt;accessories&gt;command prompt&lt;br /&gt;ง.ถูกทุกข้อ&lt;br /&gt;เฉลย  ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;60.ARP (Address Resolution Protocol)หรือหมายเลข LAN card มีกี่ ไบต์&lt;br /&gt;ก.6   Byte&lt;br /&gt;ข.16 Byte&lt;br /&gt;ค.8   Byte&lt;br /&gt;ง.32 Byte&lt;br /&gt;เฉลย  ก&lt;script type="text/javascript" src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-1665286529726072139?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/1665286529726072139/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=1665286529726072139' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/1665286529726072139'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/1665286529726072139'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/11/router-60.html' title='ข้อสอบ Router 60 ข้อ'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-2272291911399728101</id><published>2009-06-27T01:02:00.000-07:00</published><updated>2009-06-27T01:25:51.288-07:00</updated><title type='text'>แบบทดสอบความรู้เรื่องRouter</title><content type='html'>1. การใช้ Router ที่ทำจากเซิร์ฟเวอร์จะทำให้เกิดข้อจำกัดในรูปแบบการเชื่อมต่อ โดยมีรูปแบบการเชื่อมต่อดังต่อไปนี้ยกเว้นข้อใด&lt;br /&gt;ก.จุด (Point To Point)&lt;br /&gt;ข.ระหว่างเครือข่ายกับ Router&lt;br /&gt;ค.ระหว่าง Router&lt;br /&gt;ง.ระหว่างเครือข่ายกับจุด&lt;br /&gt;เฉลย ง.ระหว่างเครือข่ายกับจุด ที่ผิดเพราะเป็น รูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างจุด (Point To Point) ระหว่างเครือข่ายกับ Router และ ระหว่าง Router&lt;br /&gt;2.ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยการติดตั้ง Router บน WAN&lt;br /&gt;ก.รูปลักษณะของการเชื่อมต่อ (Topology)&lt;br /&gt;ข. ขนาดและจำนวนของเครือข่าย&lt;br /&gt;ค. รูปแบบของการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย&lt;br /&gt;ง.ไม่มีข้อถูก&lt;br /&gt;เฉลย ง.ไม่มีข้อถูก เพราะทั้งหมดนี้คือปัจจัยในการพิจารณาในการติดตั้ง Router บน WAN&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ในกรณีที่ท่านต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายมากกว่า 2 เครือข่ายขึ้นไป ท่านควรพิจารณาเลือกใช้ layerใด&lt;br /&gt;ก. Layer 1 Switching Hub&lt;br /&gt;ข. Layer 2 Switching Hub&lt;br /&gt;ค. Layer 3 Switching Hub&lt;br /&gt;ง. Layer 4 Switching Hub&lt;br /&gt;เฉลย ค. Layer 3 Switching Hubเนื่องจากอัตราความเร็ว รวมทั้งปริมาณของข้อมูลข่าวสารที่ข้ามไปมาหลายเครือข่ายสามารถทำได้อย่างรวดเร็วแหล่งที่มา บรรทัดสุดท้ายของ ย่อหน้าที่ 2 หัวข้ออัตราความเร็วที่ต้องการ จากเว็บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.ระยะทางการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย มีไม่เกินกี่เมตรท่านควรใช้ Router ที่ทำจาก Server เนื่องจากว่าราคาถูก อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อกันได้ โดยใช้สาย UTP&lt;br /&gt;ก.100 เมตร&lt;br /&gt;ข.200 เมตร&lt;br /&gt;ค.300 เมตร&lt;br /&gt;ง.400 เมตร&lt;br /&gt;เฉลย หากระยะทางการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย มีไม่เกิน 200 เมตร ท่านควรใช้ Router ที่ทำจาก Server เนื่องจากว่าราคาถูก อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อกันได้ โดยใช้สาย UTP&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.ข้อใดคือปัจจัยในการพิจารณาเลือกใช้ Local Router&lt;br /&gt;ก.อัตราความเร็วที่ต้องการ&lt;br /&gt;ข.ประเภทของสื่อสัญญาณ (สายสัญญาณ) ที่ใช้&lt;br /&gt;ค.ปริมาณและขนาดความซับซ้อนของเครือข่าย&lt;br /&gt;ง.ถูกทุกข้อ&lt;br /&gt;เฉลย เลือกใช้ Local Router ในรูปแบบใด ให้พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้- ระยะทางการเชื่อมต่อระหว่าง เครือข่าย (แม้จะอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน หรือใกล้กันก็ตาม)- อัตราความเร็วที่ต้องการ-ประเภทของสื่อสัญญาณ (สายสัญญาณ) ที่ใช้-โปรโตคอลการสื่อสารระหว่างเครือข่าย โปรโตคอลของแลนที่นำมาเชื่อมต่อระหว่างกัน- ปริมาณและขนาดความซับซ้อนของเครือข่าย- ปริมาณของข้อมูลข่าวสารที่วิ่งไปมาระหว่างเครือข่าย- รูปแบบการเชื่อมต่อ (Topology) ของเครือข่าย-โปรโตคอลเลือกเส้นทาง (Routing Protocol) ที่จะนำมาใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.ในกรณีที่มีเครือข่าย หลายเครือข่ายติดตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน และต้องการเชื่อมต่อเพื่อสื่อสารระหว่างกัน จะต้องพิจารณาใช้ Switching Hub แบบ Layer ใดเพื่อติดตั้ง Router&lt;br /&gt;ก.1&lt;br /&gt;ข.2&lt;br /&gt;ค.3&lt;br /&gt;ง.4&lt;br /&gt;เฉลย ค.3 ในกรณีที่มีเครือข่าย หลายเครือข่ายติดตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน และต้องการเชื่อมต่อเพื่อสื่อสารระหว่างกัน จะต้องพิจารณาใช้ Switching Hub แบบ Layer 3 หรือ พิจารณาเพื่อติดตั้ง Router ในรูปแบบของเซิร์ฟเวอร์นั่นคือการติดตั้งการ์ดแลนหลายชุดบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.กฎกติกาขั้นพื้นฐานของ การจัดวาง Router ที่เชื่อมต่อกันบน WAN ได้แก่ กฎกติกาการไหลของข้อมูลข่าวสารแบบ&lt;br /&gt;ก.แบบ 60/40&lt;br /&gt;ข.แบบ 70/30&lt;br /&gt;ค.แบบ 80/20 %&lt;br /&gt;ง.แบบ 90/10&lt;br /&gt;เฉลย กฎกติกาขั้นพื้นฐานของ การจัดวาง Router ที่เชื่อมต่อกันบน WAN ได้แก่ กฎกติกาการไหลของข้อมูลข่าวสารแบบ 80/20 % ซึ่งในที่นี้ หมายความว่า 80% ของข้อมูลข่าวสารที่จะสื่อสารกัน จะต้องเกิดขึ้นภายในเครือข่าย เดียวกัน จะต้องไม่ข้ามออกไปทาง Router มิเช่นนั้น เครือข่ายจะทำงานช้าอย่างเห็นได้ชัด ส่วน 20% หมายถึง ปริมาณของข้อมูลข่าวสารที่จะข้ามไปมาระหว่างเครือข่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. Router ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายชนิดติดตั้งบนแลนและเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายด้วยสายสัญญาณของระบบแลน เราเรียกว่า&lt;br /&gt;ก. Internal Router&lt;br /&gt;ข. Local Router&lt;br /&gt;ค. Internet Router&lt;br /&gt;ง.ถูกทั้ง ก และ ข&lt;br /&gt;เฉลย ง.ถูกทั้ง ก และ ข หรือ Router ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายชนิดติดตั้งบนแลนและเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายด้วยสายสัญญาณของระบบแลน เราเรียกว่า Local Router หรือบางครั้งจะถูกเรียกว่า Internal Router&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.การเช่าคู่สาย 64K ขึ้นไป เราเรียกว่าอะไร&lt;br /&gt;ก. LAN Router&lt;br /&gt;ข.M AN Router&lt;br /&gt;ค. WAN Router&lt;br /&gt;ง.ถูกทุกข้อเฉลย ข. การเช่าคู่สาย 64K ขึ้นไป เราเรียกว่า WAN Routerแหล่งที่มา บรรทัดที่3 ย่อหน้าที่3 ของหัวข้อ การทำงานของเราเตอร์จากเว็บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10.จุดเข้าใช้งานจะทำหน้าที่คล้ายอะไรต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด&lt;br /&gt;ก.หอส่งสัญญาณของจานดาวเทียม&lt;br /&gt;ข.หอส่งสัญญาณของวิทยุ&lt;br /&gt;ค.หอส่งสัญญาณของโทรทัศน์&lt;br /&gt;ง.หอส่งสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ&lt;br /&gt;เฉลย จุดเข้าใช้งานจะทำหน้าที่คล้ายกับหอส่งสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ นั่นคือคุณสามารถย้ายจากที่ตั้งหนึ่งไปยังที่ตั้งอื่น ในขณะที่ยังใช้การเข้าถึงแบบไร้สายกับเครือข่ายได้ เมื่อคุณเชื่อมต่อแบบไร้สายกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้เครือข่ายแบบไร้สายสาธารณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11..จุดเข้าใช้งาน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอะไร&lt;br /&gt;ก.สถานีกาน&lt;br /&gt;ข.สถานีฐาน&lt;br /&gt;ค.สถานเครือข่าย&lt;br /&gt;ง.ไม่มีข้อถูก&lt;br /&gt;เฉลย จุดเข้าใช้งาน (หรือที่เรียกว่า สถานีฐาน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12.ข้อใดคือคุณลักษณะพิเศษของเราเตอร์&lt;br /&gt;ก.มีการรับข้อมูลแบบไร้สาย&lt;br /&gt;ข.มีการรับส่งข้อมูลโดยใช้ตัวแปลกลาง&lt;br /&gt;ค.มีระบบการส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูงสุด&lt;br /&gt;ง.มีระบบการรักษาความปลอดภัยในตัวเอง&lt;br /&gt;เฉลย ง.มีระบบการรักษาความปลอดภัยในตัว เช่น ไฟร์วอลล์ เราเตอร์จะมีราคาแพงกว่าฮับและสวิตซ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13.การแบ่งประเภทของ routing algorithm ออกเป็น กี่ ประเภทใหญ่ๆ&lt;br /&gt;ก.2 ประเภท&lt;br /&gt;ข.3 ประเภท&lt;br /&gt;ค.4 ประเภท&lt;br /&gt;ง.5 ประเภท&lt;br /&gt;เฉลย ก 2 ประเภทใหญ่ๆคือ ประเภท interior routing protocol และ exterior routing protocol ซึ่งทั้งสองประเภทนี้ก็จะสามารถแยกเป็นย่อยๆได้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;14.ในการใช้งาน Interior routing protocol มักจะใช้กับเครือข่ายขนาดใด&lt;br /&gt;ก.เครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายขนาดย่อยเชื่อมต่อเป็นสมาชิกอยู่&lt;br /&gt;ข.เครือข่ายขนาดกลางที่มีเครือข่ายขนาดย่อยเชื่อมต่อเป็นสมาชิกอยู่&lt;br /&gt;ค.เครือข่ายขนาดเล็กที่มีเครือข่ายขนาดย่อยเชื่อมต่อเป็นสมาชิกอยู่&lt;br /&gt;ง.ไม่มีข้อถูก&lt;br /&gt;เฉลย คInterior routing protocol มักจะใช้กับเครือข่ายขนาดใดเล็กที่มีเครือข่ายขนาดย่อยเชื่อมต่อเป็นสมาชิกอยู่ โดยใช้เป็นเส้นทางการติดต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในกลุ่มสมาชิกด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15.เราเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ซับซ้อนกว่าบริดจ์ ทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายใดต่อไปนี้&lt;br /&gt;ก.เครือข่าย LAN&lt;br /&gt;ข.เครือข่าย WAN&lt;br /&gt;ค. เครือข่าย MAN&lt;br /&gt;ง.ไม่มีข้อถูก&lt;br /&gt;เฉลย ก ทำหน้าที่เชื่อมต่อ LAN หลายๆ เครือข่ายเข้าด้วยกันคล้ายกับสวิตช์แต่จะมีส่วนเพิ่มเติมขึ้นมาคือ เราเตอร์สามารเชื่อมต่อ LAN ที่ใช้โปรโตคอลในการรับส่งข้อมูลเหมือนกัน แต่ใช้สื่อส่งข้อมูลหรือสายส่งต่างชนิดกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;16.สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างบริดจ์กับเราเตอร์คือ&lt;br /&gt;ก.บริดจ์มีการทำงานที่ต่ำกว่าคือในระดับชั้นที่3 ของ โมเดล OSI&lt;br /&gt;ข.เราเตอร์มีการทำงานที่ต่ำกว่าคือ ในระดับชั้นที่ 3 ของ โมเดล OSI&lt;br /&gt;ค.บริดจ์มีการทำงานที่สูงกว่าคือในระดับชั้นที่3 ของ โมเดล OSI&lt;br /&gt;ง.เราเตอร์มีการทำงานที่สูงกว่าคือ ในระดับชั้นที่ 3 ของ โมเดล OSI&lt;br /&gt;เฉลย ง สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างบริดจ์กับเราเตอร์คือ เราเตอร์มีการทำงานที่สูงกว่าคือ ในระดับชั้นที่ 3 ของ โมเดล OSI นั่นคือคือ Network Layer โดยจะใช้ logical address หรือ Network Layer address ซึ่งเป็นที่อยู่ซึ่งตั้งโดยซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้แต่ละเครื่องจะตั้งขึ้นให้โปรโตคอลในระดับ Network Layer รู้จัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;17.หน้าที่หลักของเราเตอร์คือข้อใดต่อไปนี้&lt;br /&gt;ก.การหาเส้นทางในการรับข้อมูล&lt;br /&gt;ข.การหาเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งผ่านข้อมูล และเป็นตัวกลางในการส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่น&lt;br /&gt;ค.การหาเส้นทางในการรับส่งข้อมูล&lt;br /&gt;ง.ถูกทุกข้อ&lt;br /&gt;เฉลย ข การหาเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งผ่านข้อมูล และเป็นตัวกลางในการส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่น โดยในแต่ละเครือข่ายจะมีรูปแบบของ packet ที่แตกต่างกันตามโปรโตคอลที่ทำงานในระดับบน (ตั้งแต่เลเยอร์ที่ 3 ขึ้นไป) เช่น IP, IPX หรือ AppleTalk&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;18.ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อดีของการใช้เราเตอร์&lt;br /&gt;ก.การเลือกเส้นทางในการที่จะส่งข้อมูล สามารถใช้เราเตอร์ช่วยในการเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด&lt;br /&gt;ข.มีความคล่องตัวในการทำงานสูง เนื่องจากสามารถทำงานร่วมกับโทโพโลยีได้ทุกชนิด&lt;br /&gt;ค.การปิดกั้นเครือข่าย หรือแยกเครือข่ายออกจากเครือข่ายที่ไม่ต้องการจะติดต่อด้วย ซึ่งเป็นการรักษาความปลอดภัยวิธีหนึ่ง&lt;br /&gt;ง.เราเตอร์ทำงานภายใต้ OSI เท่านั้น และจะไม่ติดต่อหรือส่งข้อมูลในรูปแบบของโปรโตคอลที่ไม่รู้จัก&lt;br /&gt;เฉลย ง. เราเตอร์ทำงานภายใต้ OSI เท่านั้น และจะไม่ติดต่อหรือส่งข้อมูลในรูปแบบของโปรโตคอลที่ไม่รู้จัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;19.ฮับสวิตซ์เราเตอร์ และจุดเข้าใช้งาน ทั้งหมดนี้ใช้เพื่ออะไร&lt;br /&gt;ก.เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ เข้าด้วยกันบนเครือข่าย&lt;br /&gt;ข.เชื่อมต่อระบบต่างๆ เข้าด้วยกันบนเครือข่าย&lt;br /&gt;ค.เชื่อมต่อสัญญาณต่างๆ เข้าด้วยกันบนเครือข่าย&lt;br /&gt;เฉลย ก. ฮับสวิตซ์เราเตอร์ และจุดเข้าใช้งาน เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ เข้าด้วยกันบนเครือข่าย อย่างไรก็ดีอุปกรณ์แต่ละอย่างมีความแตกต่างกันในด้านความสามารถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;20.ระหว่างเครือข่ายในบ้านกับอินเทอร์เน็ตมีทั้หมดกี่แบบ&lt;br /&gt;ก.4&lt;br /&gt;ข.3&lt;br /&gt;ค.2&lt;br /&gt;ง.1&lt;br /&gt;เฉลย ค 2 แบบคือแบบมีสายและ แบบไร้สาย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-2272291911399728101?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/2272291911399728101/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=2272291911399728101' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/2272291911399728101'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/2272291911399728101'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/06/router.html' title='แบบทดสอบความรู้เรื่องRouter'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-5911007849617555760</id><published>2009-06-16T01:31:00.000-07:00</published><updated>2009-06-16T01:39:22.244-07:00</updated><title type='text'>Etherner</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;ETHERNET&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;อัตราความเร็ว 10 Mbpsอัตราความเร็ว 100 Mbpsอัตราความเร็ว 1000 Mbpsอัตราความเร็ว 10 Gbpsบางทีจะเรียกว่า ......... ตามมาตรฐาน IEEE 802.3ซึ่งเรียกว่า Fast Ethernet system ตามมาตรฐาน IEEE 802.3uซึ่งเรียกว่า Gigabit Ethernet system ตามมาตรฐาน IEEE 802.3z/802.3abซึ่งเรืยกว่า Gigabit Ethernet system ตามมาตรฐาน IEEE 802.3aeซึ่งเทคโนโลยีความเร็วดังที่กล่าวมานี้ จะตั้งอยู่บนมาตรฐาน ของ Ethernet แบบเดียวกัน คือ สายที่สามารถใช้ได้ ก็จะเป็นพวกสาย โคแอคเชียล ( Coaxial Cable ) สายแบบ เกลียวคู่ ( Twisted Pair Cable - UTP ) และสายแบบ ใยแก้วนำแสง ( Fiber Optic Cable ) ส่วนโทโปโลยี ที่ใช้ก็จะอยู่ในรูปแบบของ BUS กับ Ring เสียเป็นส่วนใหญ่จากระบบเครือข่ายแบบ Ethernet ที่กล่าวมาทั้งหมด จะมีจุดสำคัญอยู่ที่ ได้นำเอาคุณสมบัติดังที่กล่าวมา มาใช้ มาเชื่อมต่อให้อยู่ในรูปแบบ ที่ต้องการใช้ตามมาตรฐานของ Ethernet ซึ่งจะมีมาตรฐานการเชื่อมต่ออยู่ด้วยกันหลายแบบ มาตรฐานในการเชื่อมต่อ อย่างเช่น 10base2 , 10base5 , 10baseT , 10baseFL , 100baseTX , 100baseT4 และ 100baseFX ซึ่งมาตรฐานรูปแบบนี้ จะขึ้นอยู่กับ ความเร็วในการรับส่งข้อมูล อุปกรณ์ที่ใช้ และ ระยะทางที่สามารถส่งได้ อย่างเช่น 10base2 เป็นมาตรฐานที่ใช้ความเร็ว 10 Mbps ใช้สายแบบ Coaxial แบบบางหรือ เรียกว่า thin Ethernet รูปแบบการเชื่อมต่อ (Topology) เป็นแบบ BUS ระยะทางในการรับส่งข้อมูลประมาณ 185-200 เมตร เป็นต้นETHERNETมาตรฐาน การเชื่อมต่ออัตราความเร็ว การรับส่งข้อมูลระยะความยาว ในการรับส่งข้อมูลTopology ที่ใช้สายที่ใช้ Cableชื่อเรียก10base210 Mbps185 - 200 เมตรBUSThin CoaxialThin Ethernet หรือ Cheapernet10base510 Mbps500 เมตรThick CoaxialThick Ethernet10baseT10 Mbps100 เมตรSTARTwisted Pair (UTP)10baseF10 Mbps2000 เมตรFiberOptic100baseT100 Mbps......... เมตรTwisted Pair (UTP)Fast Ethernet&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;        Ethernet เป็นเทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายแบบแลน (LAN) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน คิดค้นโดยบริษัท Xerox ตามมาตรฐาน IEEE 802.3 การเชื่อมเครือข่ายแบบ Ethernet สามารถใช้สายเชื่อมได้ทั้งแบบ Co-Axial และ UTP (Unshielded Twisted Pair) โดยสายสัญญาณที่ได้รับความนิยม คือ UTP 10Base-T ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้เร็วถึง 10 Mbps ผ่าน Hub ทั้งนี้การเชื่อมคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ไม่ควรเกิน 30 เครื่องต่อหนึ่งวงเครือข่าย เนื่องจากอุปกรณ์ใน Ethernet LAN จะแข่งขันในการส่งข้อมูล หากส่งข้อมูลพร้อมกัน และสัญญาณชนกัน จะทำให้เกิดการส่งใหม่ (CSMD/CD: Carrier sense multiple access with collision detection) ทำให้เสียเวลารอ คำว่าอีเทอร์เน็ต (Ethernet) หมายถึง ความหมายที่มีอยู่ทั่วไปของอีเทอร์เน็ตซึ่งมีหลากหลายมาตรฐาน อีเทอร์เน็ตพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Xerox (โดยได้แนวคิดมาจากโครงการสื่อสารผ่านดาวเทียม Aloha ที่พัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัย Hawaii) เพื่อเป็นมาตรฐานสำคัญของเครือข่าย LAN ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ระบบที่ใช้อีเทอร์เน็ตนั้นเหมาะกับงานที่ต้องการรับส่ง/ข้อมูลในอัตราความเร็วสูงเป็นช่วง ๆ เป็นครั้งคราว การรับ/ส่งข้อมูลในเครือข่ายแบบอีเธอร์เน็ตแต่ละครั้งเครื่องเป็นไปอย่างไม่มีวินัย นั่นคือเมื่อตรวจสอบแล้วว่าในขณะนั้นไม่มีเครื่องอื่น ๆ กำลังส่งข้อมูล แต่ละอย่างเครื่องจะแย่งกันส่งข้อมูลออกมา โดยเครื่องใดที่ส่งข้อมูลออกมาจะมีหน้าที่เฝ้าดูว่ามีเครื่องอื่นทำการส่งข้อมูลออกไปพร้อมกันด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเกิดการส่งพร้อมกันแล้วจะก่อให้เกิดการชนกันของข้อมูล แต่ถ้าตรวจจับได้ว่ามีการขนกันขึ้นก็จะหยุดส่งแล้วรอคอยเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนจะทำการส่งข้อมูลออกไปอีกครั้งหนึ่ง เวลาที่ใช้ในการรอคอยนั้นเป็นค่าที่สุ่มขึ้นมา ซึ่งมีความสั้นยาวต่างกันไป เทคนิคหลายอย่างเช่นที่นำมาใช้ในการรอคอยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันซ้ำสอง หนึ่งในนั้นคือ คำนวณการเพิ่มระยะเวลารอคอยแบบ Exponential ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Carrier Sense Multiple Access with Collision Detection (CSMA/CD) เนื่องจากการ์ดอีเทอร์เน็ตที่ใช้ในเครือข่ายแบบนี้สร้างมาจากหลายผู้ผลิต จึงมีองค์กรมาตรฐานขึ้นมากำหนดหมายเลขประจำให้ผู้ผลิตแต่ละราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้การ์ดแต่ละใบจะไม่มีแอดเดรสที่ซ้ำกัน การส่งข้อมูลของอีเทอร์เน็ตนั้นจะเป็นไปในแบบเฟรมที่มีความยาวไม่แน่นอน แม้ว่าเฟรมข้อมูลของอีเทอร์เน็ตจะมีแอดเดรสต้นทางและปลาย แต่เทคโนโลยีอีเทอร์เน็ตเองกลับเป็นการส่งข้อมูลแบบกระจายสัญญาณ (Broadcast) ซึ่งในเครื่องเครือข่ายเดียวกันจะได้รับเฟรมข้อมูลเดียวกันทุกเฟรม โดยเลือกเฉพาะเฟรมที่มีแอดเดรสปลายทางเป็นของตนเองเท่านั้น ส่วนเฟรมอื่น ๆ จะไม่สนใจ แต่ในบางกรณ๊ที่มีการทำงานในโหมด Promiscuous ซึ่งเป็นโหมดที่นำเฟรมข้อมูลทุกเฟรมไปใช้งานโดยส่งต่อไปยังซอฟแวร์ที่ทำงานอยู่ในระดับที่สูงขึ้นไป เช่น กรณีของเครื่องที่ทำหน้าที่วิเคราะห์โปรโตคอล (Protocal Analyzer) หรืออาจจะเป็นการกระทำของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีของพวกแฮกเกอร์ก็ได้ กรณีเช่นนี้จะเห็นถึงความปลอดภัยของมาตรฐานนี้&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;    &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;        อีเธอร์เน็ต ( Ethernet) เป็นชื่อเรียกวิธีการสื่อสารในระดับล่างหรือที่เรียกว่าโปรโตคอล (Protocol) ของระบบ LAN ชนิดหนึ่งคะ พัฒนาขึ้นโดย 3 บริษัทใหญ่คือบริษัท Xerox Corporation, Digital Equipment Corporation (DEC) และ Intel ในปี ค.ศ. 1976 ตามมาตรฐาน IEEE 802.3 การเชื่อมเครือข่ายแบบ Ethernet สามารถใช้สายเชื่อมได้ทั้งแบบ Co-Axial และ UTP (Unshielded Twisted Pair) โดยสายสัญญาณที่ได้รับความนิยม คือ UTP 10 Base-T คะ โดยปกติสามารถส่งข้อมูลได้เร็วถึง 10 Mbps ผ่าน Hub แต่ถ้าเป็นการส่งข้อมูลของระบบเครือข่ายที่ความเร็ว 100Mbps จะเรียกว่า Fast Ethernet หากความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 1000Mbps หรือ 1Gbps จะเรียกว่า Gigabit Ethernet ทั้งนี้การเชื่อมคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ไม่ควรเกิน 30 เครื่องต่อหนึ่งวงเครือข่าย เนื่องจากอุปกรณ์ใน Ethernet LAN จะแข่งขันในการส่งข้อมูล หากส่งข้อมูลพร้อมกัน และสัญญาณชนกัน จะทำให้เกิดการส่งใหม่ (CSMD/CD: Carrier sense multiple access with collision detection) ทำให้เสียเวลารอ&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;แหล่งข้อมูล&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;URL&lt;a href="http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=68e9a256635f4617"&gt;http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=68e9a256635f4617&lt;/a&gt;&lt;a href="http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/gigabit/index.html"&gt;http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/gigabit/index.html&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://www.zplus.co.th/gigabit.htm"&gt;http://www.zplus.co.th/gigabit.htm&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.lifewifi.net/index.php?showtopic=67"&gt;http://www.lifewifi.net/index.php?showtopic=67&lt;/a&gt;&lt;a href="http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/Network2/6.htm"&gt;http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/Network2/6.htm&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://www.paktho.ac.th/computerptk/introcom/FastEthernet.htm"&gt;http://www.paktho.ac.th/computerptk/introcom/FastEthernet.htm&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://www.arpt.moe.go.th/ebook/datacom/unit4/DATA4_5.htm"&gt;http://www.arpt.moe.go.th/ebook/datacom/unit4/DATA4_5.htm&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;แบบทดสอบ&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;1.ระบบเครือข่าย1 000 BaseCXความเร็ว 1,000 Mbpsระยะทาง 25 เมตรโคแอ็กเชียล 150 โฮห์มสายสัญญาณ เป็น โครงสร้างการเชื่อมต่อแบบใด&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ก. แบบbus&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ข.แบบstar&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ค.แบบring&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ง.ไม่มีข้อถูก&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;เฉลย ก เป็นการเชื่อมต่อแบบbusแหล่งที่มา จากตาราง IEEE802.3z &lt;a href="http://www.arpt.moe.go.th/ebook/datacom/unit4/DATA4_5.htm"&gt;http://www.arpt.moe.go.th/ebook/datacom/unit4/DATA4_5.htm&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;2.มาตราฐาน IEEE802.3u 100 Base TXใช้สาย สัญญาณแบบใด&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ก.UTP Category3หรือ4 โดยใช้สายภายในเพียง 2คู่&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ข.UTP Category3หรือ4โดยใช้คู่สายภายในทั้ง 4คู่&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ค.UTP Category 5โดยใช้สายภายในเพียง 2คู่เท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ง. ใช้สายFiber oplie&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;เฉลย ค UTP Category 5โดยใช้สายภายในเพียง 2คู่เท่านั้นแหล่งที่มา พารากราฟที่8 บรรทัดที่1 จากเว็บ&lt;a href="http://www.paktho.ac.th/computerptk/introcom/FastEthernet.htm"&gt;http://www.paktho.ac.th/computerptk/introcom/FastEthernet.htm&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;3.Ethernet ( IEEE802.3 )ใช้บน Topology แบบ BUS และแบบstar ใช้หลักการส่งข้อมูลแบบใดก. CSMA/UTPข.RSMAค. CSMAง. CSMA/CDเฉลย ง. CSMA/CD ใช้บน Topology แบบ BUS และแบบstar ใช้หลักการส่งข้อมูลแบบ CSMA/CDที่มีความเร็ว 10Mbps หรือ 100 Mbps Fast Ethernet ( IEEE802.3u ) อาร์แวร์ที่ใช้จะต้องรองรับแบบใด แบบหนึ่ง หรือทั้งสองแบบแหล่งที่มา พารากราฟที่8 บรรทัดที่1-3จากเว็บ &lt;a href="http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/Network2/6.htm"&gt;http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/Network2/6.htm&lt;/a&gt;4.ดาต้าลิงค์เลเยอร์IEEE ได้แบ่งชั้นเชื่อมโยงข้อมูลหรือดาต้าลิงค์เลเยอร์ (Data Link Layer) ออกเป็น กี่ เลเยอร์ย่อยก.1เลเยอร์ย่อยข.2เลเยอร์ย่อยค.5เลเยอร์ย่อยง.7เลเยอร์ย่อยเฉลย ข.2 IEEE ได้แบ่งชั้นเชื่อมโยงข้อมูลหรือดาต้าลิงค์เลเยอร์ (Data Link Layer) ออกเป็น 2 เลเยอร์ย่อย คือ LLC (Logical Link Control) และ MAC (Media Access Control) ทั้งสองเลเยอร์ย่อยนี้ถือได้ว่าเป็นหัวใจของอีเธอร์เน็ต เนื่องจากเป็นเลเยอร์ที่สร้างเฟรมข้อมูลและที่อยู่ (Addressing) และชั้นที่ทำให้ข้อมูลส่งถึงปลายทางอย่างถูกต้องแหล่งที่มา พารากราฟที่2 บรรทัดที่ 1-3จากเว็บ &lt;a href="http://www.lifewifi.net/index.php?showtopic=67"&gt;http://www.lifewifi.net/index.php?showtopic=67&lt;/a&gt;5.ข้อใดคือประโยชน์ของกิกะบิตอีเธอร์เนตก.ประสิทธิภาพในการใช้เครือข่ายเพิ่มมากขึ้นทำให้การส่งผ่านข้อมูลข้ามจากเซกเมนต์หนึ่งไปยังเซกเมนต์หนึ่งด้วยความเร็วสูงเพื่อตอบสนองการใช้งาน ข.โอกาสในการขยายตัวของระบบเครือข่ายทำให้รองรับอนาคตได้อีกยาวไกล ค.คุ้มค่าในการลงทุนในระยะยาวง.ถูกทุข้อเฉลย ง.ถูกทุข้อ พารากราฟที่3บรรทัดที่1-3แหล่งที่มาจากเว็บ &lt;a href="http://www.zplus.co.th/gigabit.htm"&gt;http://www.zplus.co.th/gigabit.htm&lt;/a&gt;6.หลักการพื้นฐานที่สำคัญของ Gigabit Ethernet (IEEE802.3z) คืออะไรก.การปรับแก้ส่วนของ (Physycal Layer)ข.การปรับแก้ส่วนของ (Network Layer)ค.การปรับแก้ส่วนของ MAC Layer (Media Access Control Layer)ง.การปรับแก้ส่วน (data ling Layer)เฉลย ค.การปรับแก้ส่วนของ MAC Layer (Media Access Control Layer)โดยกลไกที่เรียกว่า Carrier Extension โดยกลไกตัวนี้จะทำการเพิ่มความยาวของเฟรมที่มีขนาดน้อยกว่า 512 ไบต์ โดยจะทำการเพิ่มข้อมูลเข้าไปยังส่วนท้ายของเฟรมเพื่อให้เฟรมข้อมูลนั้นมีขนาดเท่ากับ 512 ไบต์ เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เนื่องมาจากว่าใน Ethernet แบบแรกที่ความเร็ว 10Mbps (IEEE802.3) นั้นได้มีการกำหนดออกแบบเอาไว้แหล่งที่มา พารากราฟที่3 บรรทัดที่ 1-3จากเว็บ &lt;a href="http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/gigabit/index.html"&gt;http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/gigabit/index.html&lt;/a&gt;7. Ethernet เป็นเทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายแบบใดก.แบบ lanข.แบบ manค.แบบ starง.แบบ wanเฉลย ก.แบบ lan Ethernet เป็นเทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายแบบแลน (LAN) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน คิดค้นโดยบริษัท Xerox ตามมาตรฐาน IEEE 802.3 การเชื่อมเครือข่ายแบบ Ethernet สามารถใช้สายเชื่อมได้ทั้งแบบ Co-Axial และ UTP (Unshielded Twisted Pair) โดยสายสัญญาณที่ได้รับความนิยม คือ UTP 10Base-T ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้เร็วถึง 10 Mbps ผ่าน Hubแหล่งที่มา พารากราฟที่ 1 บรรทัดที่1จากเว็บ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=68e9a256635f4617&lt;/div&gt;&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-5911007849617555760?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/5911007849617555760/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=5911007849617555760' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/5911007849617555760'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/5911007849617555760'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/06/etherner.html' title='Etherner'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-3045052089846202653</id><published>2009-06-16T01:18:00.000-07:00</published><updated>2009-06-16T01:25:52.936-07:00</updated><title type='text'>ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network)</title><content type='html'>=&gt; ระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย (Computer Network )&lt;br /&gt;หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่&lt;br /&gt;2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล หรือสื่ออื่นๆ ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถรับส่งข้อมูลแก่กันและกันได้.....&lt;br /&gt;     ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ด้วยกันคือ&lt;br /&gt;1. LAN (Local Area Network) .....&lt;br /&gt;แลน หรือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายในพื้นที่ (Local Area Network, LAN) เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันทั้งหมดโดยอาศัยสื่อกลาง มีการแบ่งแยกเครือข่ายออกเป็น 2 รูปแบบการเชื่อโยงคือ การเชื่อมโยงภายในพื้นที่ระยะใกล้หรือ แลน (LAN) และการเชื่อมโยงระยะไกลหรือแวน (WAN) โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบแลน มี 5 รูปแบบ คือ....&lt;br /&gt;1. ระบบ Bus การเชื่อมต่อแบบบัสจะมีสายหลัก 1 เส้น เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์ และไคลเอ็นต์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อสายเคเบิ้ลหลักเส้นนี้ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกมองเป็น Node เมื่อเครื่องไคลเอ็นต์เครื่องที่หนึ่ง (Node A) ต้องการส่งข้อมูลให้กับเครื่องที่สอง (Node C) จะต้องส่งข้อมูล และแอดเดรสของ Node C ลงไปบนบัสสายเคเบิ้ลนี้ เมื่อเครื่องที่ Node C ได้รับข้อมูลแล้วจะนำข้อมูล ไปทำงานต่อทันที....&lt;br /&gt;2.แบบ Ring การเชื่อมต่อแบบวงแหวน เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่ง ไปสู่เครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ ระบบ Ring มีการใช้งานบนเครื่องตระกูล IBM กันมาก เป็นเครื่องข่าย Token Ring ซึ่งจะใช้รับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องมินิหรือเมนเฟรมของ IBM กับเครื่องลูกข่ายบนระบบ ....&lt;br /&gt;3.แบบ Star การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้จะใช้อุปกรณ์ Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ โดยที่ทุกเครื่องจะต้องผ่าน Hub สายเคเบิ้ลที่ใช้ส่วนมากจะเป้น UTP และ Fiber Optic ในการส่งข้อมูล Hub จะเป็นเสมือนตัวทวนสัญญาณ (Repeater) ปัจจุบันมีการใช้ Switch เป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่า ....&lt;br /&gt;4.แบบ Hybrid เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน เช่น นำเอาเครือข่ายระบบ Bus, ระบบ Ring และ ระบบ Star มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เหมาะสำหรับบางหน่วยงานที่มีเครือข่ายเก่าและใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งระบบ Hybrid Network นี้จะมีโครงสร้างแบบ Hierarchical หรือ Tre ที่มีลำดับชั้นในการทำงาน....&lt;br /&gt;5.เครือข่ายแบบไร้สาย ( Wireless LAN)......อีกเครือข่ายที่ใช้เป็นระบบแลน (LAN) ที่ไม่ได้ใช้สายเคเบิลในการเชื่อมต่อ นั่นคือระบบเครือข่ายแบบไร้สาย ทำงานโดยอาศัยคลื่นวิทยุ ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องของการไม่ต้องใช้สายเคเบิล เหมาะกับการใช้งานที่ไม่สะดวกในการใช้สายเคเบิล โดยไม่ต้องเจาะผนังหรือเพดานเพื่อวางสาย เพราะคลื่นวิทยุมีคุณสมบัติในการทะลุทะลวงสิ่งกีดขวางอย่าง กำแพง หรือพนังห้องได้ดี แต่ก็ต้องอยู่ในระยะทำการ หากเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปไกลจากรัศมีก็จะขาดการติดต่อได้ การใช้เครือข่ายแบบไร้สายนี้ สามารถใช้ได้กับคอมพิวเตอร์พีซี และโน๊ตบุ๊ก และต้องใช้การ์ดแลนแบบไร้สายมาติดตั้ง รวมถึงอุปกรณ์ที่เรียกว่า Access Point ซึ่งเป็นอุปกรณ์จ่ายสัญญาณสำหรับระบบเครือข่ายไร้สาย มีหน้าที่รับส่งข้อมูลกับการ์ดแลนแบบไร้สาย&lt;br /&gt;ประโยชน์ของ Lan&lt;br /&gt;1.1 แบ่งการใช้ข้อมูล รวมทั้งการปรับปรุงและจัดการแฟ้มข้อมูลได้ง่าย&lt;br /&gt;1.2 สามารถใช้ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ห่างไกลได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;1.3 การแบ่งปันการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น Printer, Modemฯลฯ&lt;br /&gt;1.4 การแบ่งปันการใช้โปรแกรมต่าง1.5 ควบคุมและดูแลรักษาข้อมูลได้ง่าย&lt;br /&gt;1.6 ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน&lt;br /&gt;1.7 เพื่อการติดต่อได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;2. MAN (Metropolitan Area Network).....&lt;br /&gt;ระบบเครือข่ายเมือง เป็นเน็ตเวิร์กที่จะต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นการติดต่อกันในเมือง เช่น เครื่องเวิร์กสเตชั่นอยู่ที่สุขุมวิท มีการติดต่อสื่อสารกับเครื่องเวิร์กสเตชั่นที่บางรัก&lt;br /&gt;3. WAN (Wide Area Network).....ระบบเครือข่ายกว้างไกล หรือเรียกได้ว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ตเวิร์ก โดยจะเป็นการสื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดีย(Media) ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย (คู่สายโทรศัพท์ dial-up / คู่สายเช่า Leased line / ISDN) (lntegrated Service Digital Network สามารถส่งได้ทั้งข้อมูล เสียง และภาพในเวลาเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหล่งศึกษา&lt;br /&gt;1.&lt;a href="http://www.radompon.com/computerproject/Web2006/Network/mainpage.htm"&gt;http://www.radompon.com/computerproject/Web2006/Network/mainpage.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2.&lt;a href="http://www.bcoms.net/network/intro.asp"&gt;http://www.bcoms.net/network/intro.asp&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3.&lt;a href="http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ngekky&amp;amp;month=01-2008&amp;amp;date=20&amp;amp;group=1&amp;amp;gblog=33"&gt;http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ngekky&amp;amp;month=01-2008&amp;amp;date=20&amp;amp;group=1&amp;amp;gblog=33&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;แบบทดสอบ&lt;br /&gt;1. โครงสร้างของระบบเครือข่ายทั้งหมดมีกี่แบบ&lt;br /&gt;a. 2 แบบ&lt;br /&gt;b. 3 แบบ&lt;br /&gt;c. 4แบบ&lt;br /&gt;d. 5แบบ&lt;br /&gt;3.ระบบเครือข่ายโดยทั่วไปมีกี่แบบ อะไรบ้าง&lt;br /&gt;a. 3 แบบ LAN ,MAN ,NAN&lt;br /&gt;b. 3 แบบ WAN ,LAN ,MAN&lt;br /&gt;c. 3 แบบ LAN ,MAN,CAN&lt;br /&gt;c.ไม่มีข้อถูก&lt;br /&gt;3.Local Area Network (LAN) เป็นการเชื่อมแบบใดต่อไปนี้&lt;br /&gt;ก.เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายขนาดเล็ก ในพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก&lt;br /&gt;ข.เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีขนาดทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่ขึ้นกว่า LAN&lt;br /&gt;ค.เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีขนาดทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่ขึ้นกว่าแบบ MAN&lt;br /&gt;&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-3045052089846202653?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/3045052089846202653/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=3045052089846202653' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/3045052089846202653'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/3045052089846202653'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/06/computer-network.html' title='ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network)'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-4147005429735631010</id><published>2009-06-11T21:26:00.000-07:00</published><updated>2009-06-11T21:34:35.288-07:00</updated><title type='text'>Topology</title><content type='html'>รูปแบบของการเชื่อมโยงเครือข่าย หรือโทโปโลยี (LAN Topology)โทโปโลยีคือลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของระบบเครือข่าย ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง โทโปโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งาน แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลยีแต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่าย ให้เหมาะสมกับการใช้งาน รูปแบบของโทโปโลยี ของเครือข่ายหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้1.โทโปโลยีแบบบัส (BUS) เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกเชื่อมต่อกันโดยผ่ายสายสัญญาณแกนหลัก ที่เรียกว่า BUS หรือ แบ็คโบน (Backbone) คือ สายรับส่งสัญญาณข้อมูลหลัก ใช้เป็นทางเดินข้อมูลของทุกเครื่องภายในระบบเครือข่าย และจะมีสายแยกย่อยออกไปในแต่ละจุด เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่าโหนด (Node) ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบไปด้วยข้อมูลของผู้ส่ง, ผู้รับ และข้อมูลที่จะส่ง การสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบ 2 ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของ บัส โดยตรงปลายทั้ง 2 ด้านของบัส จะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ทำหน้าที่ลบล้างสัญญาณที่ส่งมาถึง เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก เพื่อเป็นการป้องกันการชนกันของข้อมูลอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนบัสในขณะนั้นสัญญาณข้อมูลจากโหนดผู้ส่งเมื่อเข้าสู่บัส ข้อมูลจะไหลผ่านไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของบัส แต่ละโหนดที่เชื่อมต่อเข้ากับบัส จะคอยตรวจดูว่า ตำแหน่งปลายทางที่มากับแพ็กเกจข้อมูลนั้นตรงกับตำแหน่งของตนหรือไม่ ถ้าตรง ก็จะรับข้อมูลนั้นเข้ามาสู่โหนด ตน แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จะปล่อยให้สัญญาณข้อมูลนั้นผ่านไป จะเห็นว่าทุก ๆ โหนดภายในเครือข่ายแบบ BUS นั้นสามารถรับรู้สัญญาณข้อมูลได้ แต่จะมีเพียงโหนดปลายทางเพียงโหนดเดียวเท่านั้นที่จะรับข้อมูลนั้นไปได้ข้อดี- ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางสายสัญญาณมากนัก สามารถขยายระบบได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งถือว่าระบบบัสนี้เป็นแบบโทโปโลยีที่ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือสามารถติดตั้งระบบ ดูแลรักษา และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อนมากนักข้อเสีย- อาจเกิดข้อผิดพลาดง่าย เนื่องจากทุกเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่อยู่บนสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว ดังนั้นหากมี สัญญาณขาดที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ก็จะทำให้เครื่องบางเครื่อง หรือทั้งหมดในระบบไม่สามารถใช้งานได้ตามไปด้วย- การตรวจหาโหนดเสีย ทำได้ยาก เนื่องจากขณะใดขณะหนึ่ง จะมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่สามารถส่งข้อความ ออกมาบนสายสัญญาณ ดังนั้นถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากๆ อาจทำให้เกิดการคับคั่งของเน็ตเวิร์ค ซึ่งจะทำให้ระบบช้าลงได้2.โทโปโลยีแบบวงแหวน (RING) เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไปข้อดี- ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ เครื่องพร้อม ๆ กัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล Repeaterของแต่ละเครื่องจะทำการตรวจสอบเองว่า ข้อมูลที่ส่งมาให้นั้น เป็นตนเองหรือไม่- การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากเครื่องสู่เครื่อง จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ข้อมูลที่ส่งออกไป- คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกันข้อเสีย- ถ้ามีเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังเครื่องต่อ ๆ ไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่าย หยุดชะงักได้- ขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านแต่ละเครื่อง เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการที่ทุก ๆ Repeater จะต้องทำการตรวจสอบตำแหน่งปลายทางของข้อมูลนั้น ๆ ทุก ข้อมูลที่ส่งผ่านมาถึง3.โทโปโลยีแบบดาว (STAR) เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไปข้อดี- การติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีเครื่องใดเกิดความเสียหาย ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์ กลางสามารถตัดเครื่องที่เสียหายนั้นออกจากการสื่อสาร ในเครือข่ายได้เลย โดยไม่มีผลกระทบกับระบบเครือข่ายข้อเสีย- เสียค่าใช้จ่ายมาก ทั้งในด้านของเครื่องที่จะใช้เป็น เครื่องศูนย์กลาง หรือตัว HUB เอง และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสายเคเบิลในเครื่องอื่น ๆ ทุกเครื่อง การขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นทำได้ยาก เพราะการขยายแต่ละครั้ง จะต้องเกี่ยวเนื่องกับเครื่องอื่นๆ ทั้งระบบ4.โทโปโลยีแบบ Hybrid เป็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดจากการผสมผสานกันของโทโปโลยีแบบ STAR , BUS , RING เข้าด้วยกัน เพื่อเป็นการลดข้อเสียของรูปแบบที่กล่าวมา และเพิ่มข้อดี ขึ้นมา มักจะนำมาใช้กับระบบ WAN (Wide Area Network) มาก ซึ่งการเชื่อมต่อกันของแต่ละรูปแบบนั้น ต้องใช้ตัวเชื่อมสัญญาญเข้ามาเป็นตัวเชื่อม ตัวนั้นก็คือ Router เป็นตัวเชื่อมการติดต่อกัน5.โทโปโลยีแบบ MESH เป็นรูปแบบที่ถือว่า สามารถป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบได้ดีที่สุด เป็นรูปแบบที่ใช้วิธีการเดินสายของแต่เครื่อง ไปเชื่อมการติดต่อกับทุกเครื่องในระบบเครือข่าย คือเครื่องทุกเครื่องในระบบเครือข่ายนี้ ต้องมีสายไปเชื่อมกับทุก ๆ เครื่อง ระบบนี้ยากต่อการเดินสายและมีราคาแพง จึงมีค่อยมีผู้นิยมมากนักURL&lt;a href="http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm"&gt;http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.yupparaj.ac.th/CAI/LAN/index.htm"&gt;http://www.yupparaj.ac.th/CAI/LAN/index.htm&lt;/a&gt;&lt;a href="http://hitech.sanook.com/computer/news_07813.php"&gt;http://hitech.sanook.com/computer/news_07813.php&lt;/a&gt;&lt;a href="http://library.utcc.ac.th/thaipul/contents/netword_system.pdf"&gt;http://library.utcc.ac.th/thaipul/contents/netword_system.pdf&lt;/a&gt;แบบทดสอบ1.รูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ถูกเชื่อมต่อกันโดยผ่ายสายสัญญาณแกนหลักเป็นโทโปโลยีแบบใดก.แบบ busข.แบบ ringค.แบบ starง.แบบMESHเฉลย ก bus โดยเป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกเชื่อมต่อกันโดยผ่ายสายสัญญาณแกนหลัก ที่เรียกว่า BUS หรือ แบ็คโบน (Backbone) คือ สายรับส่งสัญญาณข้อมูลหลัก ใช้เป็นทางเดินข้อมูลของทุกเครื่องภายในระบบเครือข่ายแหล่งที่มา ย่อหน้าที่ 2 บรรทัดที่ 1ของ &lt;a href="http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm"&gt;http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm&lt;/a&gt;2. การสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบกี่ทิศทางก.แบบ 2 ทิศทางข.แบบ 3 ทิศทางค.แบบ 4 ทิศทางง.แบบ 5 ทิศทางเฉลย ก 2 ทิศทางคือการสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบ 2 ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของ บัส โดยตรงปลายทั้ง 2 ด้านของบัส จะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ทำหน้าที่ลบล้างสัญญาณที่ส่งมาถึง เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก เพื่อเป็นการป้องกันการชนกันของข้อมูลอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนบัสในขณะนั้นแหล่งที่มา ย่อหน้าที่ 2 บรรทัดที่ 2 ของ&lt;a href="http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm"&gt;http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm&lt;/a&gt;3.ข้อใดคือข้อเสียของโทโปโลยีแบบ ringก. อาจเกิดข้อผิดพลาดง่าย เนื่องจากทุกเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่อยู่บนสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว ดังนั้นหากมี สัญญาณขาดที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ก็จะทำให้เครื่องบางเครื่อง หรือทั้งหมดในระบบไม่สามารถใช้งานได้ตามไปด้วยข. การตรวจหาโหนดเสีย ทำได้ยาก เนื่องจากขณะใดขณะหนึ่ง จะมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่สามารถส่งข้อความ ออกมาบนสายสัญญาณ ดังนั้นถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากๆ อาจทำให้เกิดการคับคั่งของเน็ตเวิร์ค ซึ่งจะทำให้ระบบช้าลงได้ค. ถ้ามีเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังเครื่องต่อ ๆ ไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่าย หยุดชะงักได้ง. การติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีเครื่องใดเกิดความเสียหาย ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์ กลางสามารถตัดเครื่องที่เสียหายนั้นออกจากการสื่อสาร ในเครือข่ายได้เลย โดยไม่มีผลกระทบกับระบบเครือข่ายเฉลย ค ถ้ามีเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังเครื่องต่อ ๆ ไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่าย หยุดชะงักแหล่งที่มา หัวข้อที่ 2 ring ข้อเสีย จาก&lt;a href="http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm"&gt;http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm&lt;/a&gt;4.โทโปโลยีแบบดาว (STAR) เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่าอะไรก.โหนดข.เทอร์มิเนเตอร์ค.รีพีตเตอร์ง. ฮับเฉลย ง. ฮับ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมดแหล่งที่มา หัวข้อที่3 star บรรทัดที่1&lt;a href="http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm"&gt;http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm&lt;/a&gt;5.ข้อใดเป็นรูปแบบของโทโปโลยีแบบ MESHก.เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลมข.เป็นรูปแบบที่ถือว่า สามารถป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบได้ดีที่สุดและใช้วิธีการเดินสายของแต่เครื่อง ไปเชื่อมการติดต่อกับทุกเครื่องในระบบเครือข่ายค.เป็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดจากการผสมผสานกันของโทโปโลยีแบบ STAR , BUS , RING เข้าด้วยกันง.เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่ายเฉลย ข.เป็นรูปแบบที่ถือว่า สามารถป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบได้ดีที่สุด เป็นรูปแบบที่ใช้วิธีการเดินสายของแต่เครื่อง ไปเชื่อมการติดต่อกับทุกเครื่องในระบบเครือข่ายแหล่งที่มา หัวข้อที่5 mesh บรรทัดที่1&lt;a href="http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm"&gt;http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-4147005429735631010?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/4147005429735631010/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=4147005429735631010' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/4147005429735631010'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/4147005429735631010'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/06/topology.html' title='Topology'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-4808944892794461078</id><published>2009-06-11T20:58:00.000-07:00</published><updated>2009-06-11T21:25:58.277-07:00</updated><title type='text'>แบบทดสอบเรื่อง อุปกรณ,OSI Toppology,สัญญาณ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;1.องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบสื่อสารโทรคมนาคม สามารถจำแนกออกเป็นส่วน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ก.3 ข.4ค.5 ง.6&lt;br /&gt;ตอบ ง.6 มีดังนี้คือ&lt;br /&gt;1.ผู้ส่งข่าวสารหรือแหล่งกำเนิดข่าวสาร (Source) อาจจะเป็นสัญญาณต่าง ๆ เช่น สัญญาณภาพข้อมูล และเสียงเป็นต้น ในการติดต่อสื่อสารสมัยก่อนอาจจะใช้แสงไฟ ควันไฟ หรือท่าทางต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นแหล่งกำเนิดข่าวสาร จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน&lt;br /&gt;2.ผู้รับข่าวสารหรือจุดหมายปลายทางของข่าวสาร (Destination) ซึ่งจะรับรู้จากสิ่งที่ผู้ส่งข่าวสารหรือแหล่งกำเนิดข่าวสารส่งผ่านมาให้ตราบใดที่ การติดต่อสื่อสารบรรลุวัตถุประสงค์ ผู้รับสารหรือจุดหมายปลายทางของข่าวสารก็จะได้รับข่าวสารนั้น ๆ ถ้าผู้รับสารหรือจุดหมายปลายทางไม่ได้รับข่าวสาร ก็แสดงว่าการสื่อสารนั้นไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวคือไม่มีการสื่อสารเกิดขึ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;3.ช่องสัญญาณ (Channel) ในที่นี้อาจจะหมายถึงสื่อกลางหรือตัวกลางที่ข่าวสารเดินทางผ่าน อาจจะเป็นอากาศ สายนำสัญญาณต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งของเหลว เช่น น้ำ น้ำมัน เป็นต้น เปรียบเสมือนเป็นสะพานที่จะให้ข่าวสารข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง&lt;br /&gt;4.การเข้ารหัส (Encoding) เป็นการช่วยให้ผู้ส่งข่าวสารและผู้รับข่าวสารมีความเข้าใจตรงกันในการสื่อความหมาย จึงมีความจำเป็นต้องแปลงความหมายนี้ การเข้ารหัสจึงหมายถึงการแปลงข่าวสารให้อยู่ในรูปพลังงานที่พร้อมจะส่งไปในสื่อกลาง ทางผู้ส่งมีความเข้าใจต้องตรงกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ หรือมีรหัสเดียวกัน การสื่อสารจึงเกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;5.การถอดรหัส (Decoding) หมายถึงการที่ผู้รับข่าวสารแปลงพลังงานจากสื่อกลางให้กลับไปอยู่ในรูปข่าวสารที่ส่งมาจากผู้ส่งข่าวสาร โดยมีความเข้าในหรือรหัสตรงกัน&lt;br /&gt;6.สัญญาณรบกวน (Noise) เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ มักจะลดทอนหรือรบกวนระบบ อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งทางด้านผู้ส่งข่าวสาร ผู้รับข่าวสาร และช่องสัญญาณ แต่ในการศึกษาขั้นพื้นฐานมักจะสมมติให้ทางด้านผู้ส่งข่าวสารและผู้รับข่าวสารไม่มีความผิดพลาด ตำแหน่งที่ใช้วิเคราะห์มักจะเป็นที่ตัวกลางหรือช่องสัญญาณ เมื่อไรที่รวมสัญญาณรบกวนด้านผู้ส่งข่าวสารและด้านผู้รับข่าวสาร ในทางปฎิบัติมักจะใช้วงจรกรอง (Filter) กรองสัญญาณแต่ต้นทาง เพื่อให้การสื่อสารมีคุณภาพดียิ่งขึ้นแล้วค่อยดำเนินการ เช่น การเข้ารหัสแหล่งข้อมูล เป็นต้นแหล่งที่มา &lt;a href="http://www.angelfire.com/bug/pantha/index.htm"&gt;http://www.angelfire.com/bug/pantha/index.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;2.สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ก.1&lt;br /&gt;ข.2&lt;br /&gt;ค.3&lt;br /&gt;ง.4&lt;br /&gt;ตอบ ข. คือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล&lt;br /&gt;แหล่งที่มา &lt;a href="http://www.angelfire.com/bug/pantha/2.htm"&gt;http://www.angelfire.com/bug/pantha/2.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;3. การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรมการส่งแบบขนานจะมีลักษณะการส่งแบบใด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ก.ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป&lt;br /&gt;ข.จะส่งข้อมูลแบบวงกลม&lt;br /&gt;ค.ทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต&lt;br /&gt;ง.ไม่มีข้อถูก&lt;br /&gt;ตอบ ค. เพราะการส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น&lt;br /&gt;แหล่งที่มา &lt;a href="http://www.angelfire.com/bug/pantha/2.htm"&gt;http://www.angelfire.com/bug/pantha/2.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4. &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Physical Layer เป็น layer ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอะไร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ก.ทำหน้าที่ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จากช่องทางการสื่อสาร&lt;br /&gt; ข.ออกแบบหรือกำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่ส่ง-รับในการส่งผ่าน ข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง&lt;br /&gt;ค.เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ&lt;br /&gt;ง.ควบคุมความผิดพลาดในข้อมูล&lt;br /&gt;ตอบ ก เพราะ Physical Layer เป็นชั้นล่างสุดของการติดต่อสื่อสาร ทำหน้าที่ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จากช่องทางการสื่อสาร (สื่อกลาง) ระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ มาตรฐานสำหรับเลเยอร์ชั้นนี้จะกำหนดว่าแต่ละคอนเนคเตอร์ (Connector) เช่น RS-232C มีกี่พิน (Pin) แต่ละพินทำหน้าที่อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลต์ เทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบต่าง ๆ ก็จะถูกกำหนดอยู่ในเลเยอร์ชั้นนี้&lt;a href="http://www.angelfire.com/bug/pantha/3.htm"&gt;http://www.angelfire.com/bug/pantha/3.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;5.จุดมุ่งหมายของการกำหนดมาตรฐานรูปแบบ OSIคือข้อใด&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ก.กำหนดอินเตอร์เฟซมาตรฐาน&lt;br /&gt;ข.กำหนดหน้าที่การทำงานเฉพาะง่าย ๆ&lt;br /&gt; ค.ให้มีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลในแต่ละเลเยอร์&lt;br /&gt;ง.กำหนดการแบ่งโครงสร้างของสถาปัตยกรรมเครือข่ายออกเป็นเลเยอร์ ๆ&lt;br /&gt;ตอบ ง. เพราะ เพื่อเป็นการกำหนดการแบ่งโครงสร้างของสถาปัตยกรรมเครือข่ายออกเป็นเลเยอร์ ๆ และกำหนดหน้าที่การทำงานในแต่ละเลเยอร์ รวมถึงกำหนดรูปแบบการอินเตอร์เฟซระหว่างเลเยอร์ด้วย&lt;br /&gt;แหล่งที่มา &lt;a href="http://www.angelfire.com/bug/pantha/3.htm"&gt;http://www.angelfire.com/bug/pantha/3.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;6.อุปกรณ์การสื่อสารมีดังต่อไปนี้ยกเว้นข้อใด&lt;br /&gt;ก. sinc character&lt;br /&gt;ข.หน่วยควบคุมการแยกสัญญาณ (Cluster Control Unit)&lt;br /&gt;ค.มัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer)&lt;br /&gt;ง.ฟร้อนท์เอ็นด์ (Front-end Processor)&lt;br /&gt;จ.โมเด็ม (Modem)&lt;br /&gt;ตอบ ก. เพราะอุปกรณ์การสื่อสารโมเด็ม (Modem)ฟร้อนท์เอ็นด์ (Front-end Processor)มัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer)หน่วยควบคุมการแยกสัญญาณ (Cluster Control Unit)แหล่งที่มา http://www.angelfire.com/bug/pantha/5.htm7.มัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer) มีการทำงานอย่างไรก.รับสัญญาณข้อมูลจากผู้ส่งข้อมูลจากแหล่งต้นทางต่างๆ ซึ่งต้องการจะส่งข้อมูลไปยังปลายทางในที่ต่างๆกันข.ทำหน้าที่เชื่อมต่อโฮสต์คอมพิวเตอร์ หรือมินิคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ของเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลค.ทำหน้าที่ มอดูเลตและดีมอดูเลต กล่าวคือแปลงสัญญาณกลับไปกลับมาระหว่างสัญญาณอานะลอกกับสัญญาณดิจิตอลง.ควบคุมความผิดพลาดในข้อมูลตอบ ก คือ การทำงานของมัลติเพล็กเซอร์ มัลติเพล็กเซอร์จะรับสัญญาณข้อมูลจากผู้ส่งข้อมูลจากแหล่งต้นทางต่างๆ ซึ่งต้องการจะส่งข้อมูลไปยังปลายทางในที่ต่างๆกัน ดังนั้นสัญญาณข้อมูลต่างๆเมื่อผ่านมัลติเพล็กซ์เซอร์ มัลติเพล็กซ์เซอร์ก็จะเรียงรวม(มัลติเพล็กซ์)กันอยู่ในสายส่งข้อมูลเพียงสายเดียว และเมื่อสัญญาณข้อมูลทั้งหมดมา ถึงเครื่องมัลติเพล็กซ์เซอร์ชึ่งเรียกว่า อุปกรณ์ดีมัลติเพล็กซ์เซอร์อีกเครื่องหนึ่งทางปลายทาง สัญญาณทั้งหมดก็จะถูกแยก (ดีมัลติเพล็กซ์) ออกจากกันไปตามเครื่องรับปลายทางของแต่ละช่องทางสายส่งข้อมูลที่ใช้ในการส่งข้อมูลจะต้องมีความจุสูง จึงจะสามารถรองรับปริมาณข้อมูลจำนวนมากที่ถูกส่งผ่านมาพร้อมๆกันได้ สายส่งข้อมูลดังกล่าว ได้แก่ สายโคเอก สายไฟเบอร์ออปติก คลื่นไมโครเวฟ และคลื่นดาวเทียม&lt;br /&gt;แหล่งที่มา &lt;a href="http://www.angelfire.com/bug/pantha/5.htm"&gt;http://www.angelfire.com/bug/pantha/5.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;8.ประเภทของช่องทางการสื่อสารข้อมูลแบ่งได้เป็นกี่ประเภท&lt;br /&gt;ก.1&lt;br /&gt;ข.2&lt;br /&gt;ค.3&lt;br /&gt;ง.4&lt;br /&gt;ตอบ 3 คือแบบซิมเพล็กซ์ (Simplex) เป็นการติดต่อทางเดียว เมื่ออุปกรณ์หนึ่งส่งข้อมูล อุปกรณ์อีกชุดจะต้องเป็นฝ่ายรับข้อมูลเสมอ ตัวอย่างการใช้งานเช่น ในระบบสนามบิน คอมพิวเตอร์แม่จะทำหน้าที่ติดตามเวลาขึ้นและลงของเครื่องบิน และส่งผลไปให้มอนิเตอร์ที่วางอยู่หลาย ๆ จุดให้ผู้โดยสารได้ทราบข่าวสาร คอมพิวเตอร์แม่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข้อมูล มอนิเตอร์ต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นผู้รับข้อมูล ไม่มีการเปลี่ยนทิศทางของข้อมูล เป็นการส่งข้อมูลแบบทางเดียวแบบฮาล์ฟดูเพล็กซ์ (Half Duplex) เป็นการติดต่อกึ่งสองทาง เป็นการเปลี่ยนเส้นทางในการส่งข้อมูลได้ แต่คนละเวลากล่าวคือ ข้อมูลจะไหลไปในทิศทางเดียว ณ เวลาใด ๆ ตัวอย่างการใช้งานเช่น การติดต่อระหว่าง เทอร์มินัลกับคอมพิวเตอร์แม่ ผู้ใช้ที่เทอร์มินัลเคาะแป้นเพื่อสอบถามข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์แม่ ต้องใช้เวลาชั่วขณะคอมพิวเตอร์แม่จึงจะส่งข่าวสารกลับมาที่เทอร์มินัลนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทอร์มินัลนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทอร์มินัลหรือคอมพิวเตอร์แม่ เมื่ออุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งเป็นผู้ส่งข้อมูล อุปกรณ์ที่เหลือก็จะเป็นผู้รับข้อมูลในเวลาขณะนั้นแบบฟูลล์ดูเพล็กซ์ (Full Duplex) เป็นการติดต่อสองทาง เป็นติดต่อกันได้สองทาง กล่าวคือเป็นผู้รับข้อมูลและผู้ส่งข้อมูล ในเวลาเดียวกันได้ ตัวอย่างการใช้งานเช่น การติดต่อระหว่างเทอร์มินัลกับคอมพิวเตอร์แม่ บางชนิดที่ไม่ต้องใช้เวลารอสามารถโต้ตอบได้ทันที หรือการพูดคุยทางโทรศัพท์ เป็นต้น&lt;br /&gt;แหล่งที่มา http://www.angelfire.com/bug/pantha/4.htm9.ข้อใดคือtopologyแบบringก.เชื่อมต่อกันโดยผ่ายสายสัญญาณแกนหลักข.เชื่อมต่อกันเป็นวงกลมค.เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่ายง.เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันตอบข.เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย ทั้งเครื่องที่เป็นผู้ให้บริการ( Server) และ เครื่องที่เป็นผู้ขอใช้บริการ(Client) ทุกเครื่องถูกเชื่อมต่อกันเป็นวงกลม ข้อมูลข่าวสารที่ส่งระหว่างกัน จะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวกัน โดยไม่มีจุดปลายหรือเทอร์มิเนเตอร์เช่นเดียวกับเครือข่ายแบบ BUS ในแต่ละโหนดหรือแต่ละเครื่อง จะมีรีพีตเตอร์ (Repeater) ประจำแต่ละเครื่อง 1 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารเข้าในส่วนหัวของแพ็กเกจที่ส่ง และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนหัวของ Packet ที่ส่งมาถึง ว่าเป็นข้อมูลของตนหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยัง Repeater ของเครื่องถัดไป&lt;br /&gt;แหล่งที่มา &lt;a href="http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm"&gt;http://www.yupparaj.ac.th/RoomNet2545/activity7/topology.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;10.ระบบเครือข่ายใดที่มีการเชื่อมต่อในระดับจังหวัด&lt;br /&gt;ก.lan&lt;br /&gt;ข.man&lt;br /&gt;ค.wan&lt;br /&gt;ง.ไม่มีข้อถูก&lt;br /&gt;ตอบ ค. เพราะ ระบบ LAN มีขอบเขตการทำงานแคบ มักอยู่ในอาคาร ออฟฟิศ สำนักงาน หรือหลายอาคารที่อยู่ติดกัน ไม่เกิน 2,000 ฟุตระบบเครือข่ายmanในเขตเมือง (Metropolitan Area Network) มีลักษณะคล้ายกับระบบ LAN แต่มีอาณาเขตที่ไกลกว่าในระดับเขตเมืองเดียวกัน หรือหลายเมืองที่อยู่ติดกันก็ได้ ซึ่งอาจเป็นการให้บริการของเอกชนหรือรัฐระบบเครือข่ายวงกว้าง (WAN)เป็นระบบที่มีขอบเขตการใช้งานกว้างกว่า ไกลกว่าระบบแลน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นระบบที่ไร้ขอบเขตแล้ว เช่นระบบการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียมของสถานีโทรทัศน์ต่างๆ แต่การที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีระยะห่างกันมากๆให้เป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งหมดนั้นจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายสาธารณะ (Public Networks) ที่ให้บริการการสื่อสาร โดยเชื่อมต่อผ่านโมเด็ม ผ่าน เครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะ (Public Switching Telephone Network ; PSTN) ซึ่งมีทั้งลักษณะต่อโมเด็มแบบที่ต้องมีการติดต่อก่อน (Dial-up) หรือต่อตายตัวแบบสายเช่า (Lease Line&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-4808944892794461078?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/4808944892794461078/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=4808944892794461078' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/4808944892794461078'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/4808944892794461078'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/06/osi-toppology.html' title='แบบทดสอบเรื่อง อุปกรณ,OSI Toppology,สัญญาณ'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-7489609107937912992</id><published>2009-02-02T20:14:00.000-08:00</published><updated>2009-02-02T20:24:01.582-08:00</updated><title type='text'>IP Addrese</title><content type='html'>=&gt;หมายเลขไอพี หรือ ไอพีแอดเดรส (Internet Protocol Address) ....คือหมายเลขที่ใช้ใน&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸£à¸°à¸šà¸šà¹€à¸„à¸£à¸·à¸&amp;shy;à¸‚à¹ˆà¸²à¸¢"&gt;ระบบเครือข่าย&lt;/a&gt;ที่ใช้โพรโทคอล &lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/Internet_Protocol"&gt;Internet Protocol&lt;/a&gt; คล้ายกับหมายเลขโทรศัพท์ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเราท์เตอร์ เครื่องแฟกซ์ จะมีหมายเลขเฉพาะตัวโดยใช้เลขฐานสอง จำนวน 32 บิต โดยการเขียนจะเขียนเป็นชุด 4 ชุด โดยแต่ละชุดจะใช้เลขฐานสองจำนวน 8 บิต ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับระบบเลขฐานสิบ จึงมักแสดงผลโดยการใช้เลขฐานสิบ จำนวน 4 ชุด ซึ่งแสดงถึงหมายเลขเฉพาะของเครื่องนั้น สำหรับการส่งข้อมูลภายในเครือข่าย&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¹à¸¥à¸™"&gt;แลน&lt;/a&gt; &lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¹à¸§à¸™"&gt;แวน&lt;/a&gt;หรือ &lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸&amp;shy;à¸´à¸™à¹€à¸—à¸&amp;shy;à¸£à¹Œà¹€à¸™à¹‡à¸•"&gt;อินเทอร์เน็ต&lt;/a&gt; โดยหมายเลขไอพีมีไว้เพื่อให้ผู้ส่งรู้ว่าเครื่องของผู้รับคือใคร และผู้รับสามารถรู้ได้ว่าผู้ส่งคือใคร&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;=&gt;มาตรฐานของ IP Address....&lt;/strong&gt;ปัจจุบันเป็นมาตรฐาน version 4 หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า IPv4 วึ่งกำหนดให้ ip address มีทั้งหมด32 bit หรือ 4 byte แต่ล่ะ byte จะถูกคั่นด้วยจุด (.) ภายในหมายเลขที่เราเห็นยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้&lt;br /&gt;1. Network Address หรือ Subnet Address&lt;br /&gt;2. Host Address....บนเครื่อง computer ที่ใช้ TCP/IP Protocol จะมีหมายเลข IP Address กำกับอยู่ address นี้ เป็นอยู่ใน Layer 3 ของ OSI model ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (Logical address) และบนเครื่อง computerไม่ว่าจะใช้ Protocol ใด ๆ ก็ตามจะต้องมีหมายเลข ที่เรียกว่า MAC Address ประจำอยุ่ที่ Network card เสมอ MAC Address นี้เป็น Hardware Address ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เว้นแต่จะเปลี่ยน Network card..ตัวอย่างของหมายเลขไอพี ได้แก่ 207.142.131.236 ......ซึ่งเมื่อแปลงกลับมาในรูปแบบที่อ่านได้จะเรียกว่า &lt;a class="new" title="โดเมนแอดเดรส (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%AA&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;โดเมนแอดเดรส&lt;/a&gt; ผ่านทาง &lt;a class="new" title="โดเมนเนมซีสเทม (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A1&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;โดเมนเนมซีสเทม&lt;/a&gt; (Domain Name System) ซึ่งหมายเลขนั้นหมายถึง &lt;a href="http://www.wikipedia.org/"&gt;www.wikipedia.org&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;=&gt;ไอพีเวอร์ชัน 4......ระบบตัวเลขไอพีที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบ ไอพีเวอร์ชันที่ 4 (IPv4) ซึ่งจะเป็นระบบ 32 บิตหรือสามารถระบุเลขไอพีได้ตั้ง 0.0.0.0 ถึง 255.255.255.255 (ตัวเลขบางตัวเป็นไอพีสงวนไว้สำหรับหน้าที่เฉพาะเช่น 127.0.0.0 จะเป็นการระบุถึงตัวอุปกรณ์เองไม่ว่าอุปกรณ์นั้นจะมีไอพีสื่อสารจริงๆ เป็นเท่าไร) อย่างไรก็ตามจากระบบตัวเลขที่จำกัดนี้สามารถเพิ่มขยายด้วยเทคนิคของไอพีส่วนตัว (private IP) กับการแปลงไอพี (&lt;a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Network_Address_Translation&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;Network Address Translation&lt;/a&gt; หรือ NAT) 684&lt;br /&gt;=&gt; คลาส..ไอพีเวอร์ชัน 4 ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น Class ชนิดต่างๆเพื่อจุดประสงค์ในการใช้งานต่างๆกันดังต่อไปนี้.....- คลาส A เริ่มตั้งแต่ 1.0.0.1 ถึง 126.255.255.254.....- คลาส B เริ่มตั้งแต่ 128.0.0.1 ถึง 191.255.255.254.....- คลาส C เริ่มตั้งแต่ 192.0.1.1 ถึง 223.255.254.254.....- คลาส D เริ่มตั้งแต่ 224.0.0.0 ถึง 239.255.255.255 ใช้สำหรับงาน multicast.....- คลาส E เริ่มตั้งแต่ 240.0.0.0 ถึง 254.255.255.254 ถูกสำรองไว้ ยังไม่มีการใช้งาน...........สำหรับไอพีในช่วง 127.0.0.0 ถึง 127.255.255.255 ใช้สำหรับการทดสอบระบบ&lt;br /&gt;=&gt; ไอพีส่วนตัว (Private IP)....ไอพีส่วนตัวมีไว้สำหรับใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น ไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใดก็ตาม ได้แก่ไอพีส่วนตัว คลาส A เริ่มตั้งแต่ 10.0.0.0 ถึง 10.255.255.255 สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ เริ่มตั้งแต่ 255.0.0.0 ขึ้นไปไอพีส่วนตัว คลาส B เริ่มตั้งแต่ 172.16.0.0 ถึง 172.31.255.255 สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ เริ่มตั้งแต่ 255.240.0.0 ขึ้นไปไอพีส่วนตัว คลาส C เริ่มตั้งแต่ 192.168.0.0 ถึง 192.168.255.255 สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ เริ่มตั้งแต่ 255.255.0.0 ขึ้นไปไอพีส่วนตัวข้างต้นถูกกำหนดให้ไม่สามารถนำไปใช้งานในเครือข่ายสาธารณะ (Internet) ได้&lt;br /&gt;=&gt; ไอพีสาธารณะ (Public IP).... ไอพีสาธารณะมีไว้สำหรับให้แต่ละองค์กร แต่ละบุคคล ต่างก็สามารถเชื่อมต่อเข้าหากัน รับส่งข้อมูลระหว่างกันผ่านเครือข่ายสาธารณะได้&lt;br /&gt;=&gt;การแปลงไอพี (NAT)....เนื่องจากเมื่อแต่ละองค์กร แต่ละบุคคล ต่างก็ใช้งานไอพีส่วนตัวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถติดต่อกับเครือข่ายสาธารณะ (Internet) ได้ จึงทำให้องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการแปลงไอพี เพื่อช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายสาธารณะได้ นอกจากนี้ไอพีสาธารณะเองก็มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้เมื่อแต่ละองค์กร แต่ละบุคคลต้องการที่จะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายสาธารณะจะทำให้เกิดปัญหาไอพีสาธารณะไม่พอเพียงต่อการใช้งาน ดังนั้นเพื่อให้เกิดการใช้งานไอพีสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการแปลงไอพีส่วนตัวของแต่ละองค์กรให้สามารถแบ่งปันกันใช้งานไอพีสาธารณะที่มีอยู่อย่างจำกัด (Overloaded NAT) ในแง่ของความปลอดภัย การแปลงไอพีสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายได้ เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์จากเครือข่ายสาธารณะทั้งหลาย จะไม่สามารถรู้จักไอพีที่แท้จริงของคอมพิวเตอร์ในองค์กร ทำให้ความเสี่ยงที่คอมพิวเตอร์ภายในองค์กรจะถูกโจมตีในแง่ต่างๆลดลงไปด้วย&lt;br /&gt;=&gt;ไอพีเวอร์ชัน 6....ไอพีเวอร์ชันที่ 6 (IPv6) ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยจุดประสงค์หลักในการแก้ปัญหาการขาดแคลนจำนวนหมายเลขไอพีซึ่งกำหนดโดยมาตรฐานไอพีเวอร์ชันที่ 4 ซึ่งในมาตรฐานของเวอร์ชัน 6 นี้จะใช้ระบบ 128 บิตในการระบุหมายเลยไอพี=&gt;ชื่อและเลข IP...อินเตอร์เน็ตมีคอมพิวเตอร์ต่ออยู่เป็นล้านเครื่อง หลายท่านอาจตั้งข้อสงสัยว่าการที่เราส่งอีเมล์ไปยังปลายทางจะไปได้อย่างไร หรือเมื่อเราต้องการ LOGIN เข้าเครื่องอื่นที่อยู่บนเครือข่าย ระบบเครือข่ายรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องนั้นอยู่ที่ใด&lt;br /&gt;=&gt; รหัสหมายเลข IP ประจำเครื่อง...คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ต่ออยู่บนเครือข่ายจะมีหมายเลขรหัสประจำเครื่องหมายเลขรหัสนี้เรียกว่า IP number ตัวเลข IP แต่ละเครื่องทั่วโลกจะต้องไม่ซ้ำกันตัวเลขนี้จะได้รับการกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ให้แต่ละองค์กรนำไปปฎิบัติ โดยผู้ที่จะสร้างเครือข่ายต้องทำการขอหมายเลขประจำเครือข่าย เพื่อมากำหนดส่วนขยายต่อสำหรับเครื่องเอาเอง...เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ SUN ที่ทำหน้าที่เป็นเกทเวย์สำหรับเมล์ของเครือข่ายนนทรี ชื่อ nontri มีหมายเลข IP เป็นตัวเลขประจำเครื่องนี้มีขนาด 32 บิต แบ่งเป็น 4 ฟิลด์ แต่ละฟิลด์จะมี 8 บิต แต่เมื่อเรียกรหัสหมายเลข IP นี้ ใช้ตัวเลขฐานสิบแบ่งเป็น 4 ตัว โดยมีจุด (.) คั่นระหว่างตัวดังนั้นจากตัวเลข 32 บิต ดังกล่าวเรียกได้เป็น158.108.2.71...ตัวเลขไบนารี 32 หลัก เป็นตัวเลขที่จดจำได้ยากแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ใช้เลขเหล่านี้ได้อย่างถูกตัอง แต่เมื่อกำหนดเลข 4 ฟิลด์ แต่ละฟิลด์มีขนาด 0-255 เมื่อดูแล้วจะทำให้จำได้ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;=&gt;เครือข่ายก็มีหลายเลขประจำด้วย....การแบ่งเลขหมาย IP ออกเป็น 4 ฟิลด์นั้น ความจริงแล้วตัวเลขที่ประกอบอยู่นั้นเป็นตัวเลขของเครือข่ายประกอบอยู่ด้วย เช่น เครือข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้รหัส 158.108 เครือข่ายของบริษัท IBM ที่เป็นเครือข่ายใหญ่ระดับโลก ใช้รหัส 9 ส่วนของบริษัท AT+ T ใช้เลขรหัส IP เป็น 12 ส่วนเครือข่ายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 192.150.249 เป็นต้น....เนื่องจากขนาดของเครือข่ายมีขนาดแตกต่างกันมาก ดังนั้นจึงมีการกำหนดการแบ่งคลาสของเครือข่ายออกเป็นสามคลาสคือ คลาส A. คลาส B. คลาส C.......- คลาส A. กำหนดตัวเลขเพียงฟิลด์แรกฟิลด์เดียว ที่เหลืออีกสามฟิลด์จึงเป็นรหัสประจำเครื่องอยู่ในเครือข่าย ......- คลาส B. กำหนดตัวเลขของฟิลด์ จึงเหลือให้กำหนดรหัสเครื่องสองฟิลด์ ......- คลาส C. กำหนดตัวเลขสามฟิลด์จึงมีที่ให้กำหนดรหัสเครื่องเพียงฟิลด์เดียว....เมื่อพิจารณาตัวเลข IP ใด ๆ หากตัวเลขขึ้นต้นระหว่าง 1-126 ก็จะเป็นคลาส A. ถ้าขึ้นต้นด้วย 128-191 ก็จะเป็นคลาส B. และขึ้นต้นด้วย 192-223 ก็เป็นคลาส C. ....การให้หมายเลขเครือข่ายนี้ทางองค์กรบริหารเครือข่ายเป็นผู้กำหนดให้เป็นที่น่าสังเกตุว่า การกำหนดเลขจะกำหนดให้เรียงกันไป ใครขอมาก่อนก็จะให้เลขน้อยเรียงตามลำดับเวลาที่จอและเมื่อพิจารณาการเติบโตของเครือข่ายที่ค่อนข้างจะ หมายเลข IP คงจะเต็มพิกัดครบทุกคราสในไม่ช้านี้ แต่ทางองค์กรบริหารเครือข่าก็เตรียมแผนการขยายหมายเลขต่อไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;=&gt;ใช้ชื่อดีกว่า...เพื่อให้ระบบการเรียกชื่อง่ายขึ้นและการบริหารเครือข่ายทำได้ดี จึงมีการกำหนดชื่นแทนรหัส IP โดยมีการตั้งชื่อสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่อยู่บนเครือข่าย เช่น nontri.ku.ac.th ซึ่งแทนหมายเลข 158.108.162 หรือเครื่อง maspar ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบขนานก็ใช้ชื่อ maspar.cpe.ku.ac.th โดยใช้แทนรหัส 158.108.162 ดังนั้นเครื่องที่ต่ออยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจะมีการตั้งชื่อเครื่องเพื่อให้รู้จักกันได้ง่ายขึ้น การตั้งชื่อมีการแบ่งเป็นลำดับขั้น ตัวที่อยู่ขวามือสุด คือชื่อย่อประเทศ เช่น th หมายถึงประเทศไทย เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;=&gt; หมายเลขต้องห้าม...เนื่องจากเครือข่ายก็อาจจำเป็นต้องใช้ IP Address ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจำกัดบางหมายเลขเพื่อใช้เป็นการภายใน ได้แก่1. Class A ตั้งแต่ 10.xxx.xxx.xxx2. Class B ตั้งแต่ 172.16.xxx.xxx ถึง 172.31.xxx.xxx3. Class C ตั้งแต่ 192.168.0.xxx ถึง 192.168.255.xxx...สำหรับภายในองค์กร ก็มีหมายเลขต้องห้ามเช่นกัน ได้แก่1. 127.xxx.xxx.xxx หมายเลขนี้ใช้สื่อสารกับตัวเอง2. 0.0.0.0&lt;br /&gt;ที่มา&lt;br /&gt;1.&lt;a href="http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/software/ip/"&gt;http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/software/ip/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2.&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%B5"&gt;http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%B5&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3.&lt;a href="http://www.compspot.net/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=94&amp;amp;Itemid=46"&gt;http://www.compspot.net/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=94&amp;amp;Itemid=46&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4.&lt;a href="http://www.it-guides.com/nets/net_104.html"&gt;http://www.it-guides.com/nets/net_104.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-7489609107937912992?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/7489609107937912992/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=7489609107937912992' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/7489609107937912992'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/7489609107937912992'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/02/ip-addrese.html' title='IP Addrese'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-4514365186353649707</id><published>2009-02-02T20:07:00.000-08:00</published><updated>2009-02-02T20:14:43.596-08:00</updated><title type='text'>ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ Network Computer</title><content type='html'>&lt;strong&gt;=&gt; ระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย (Computer Network )....&lt;/strong&gt;หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล หรือสื่ออื่นๆ ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถรับส่งข้อมูลแก่กันและกันได้.....ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ด้วยกันคือ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. LAN (Local Area Network) .....&lt;/strong&gt; แลน หรือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายในพื้นที่ (Local Area Network, LAN) เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันทั้งหมดโดยอาศัยสื่อกลาง มีการแบ่งแยกเครือข่ายออกเป็น 2 รูปแบบการเชื่อโยงคือ การเชื่อมโยงภายในพื้นที่ระยะใกล้หรือ แลน (LAN) และการเชื่อมโยงระยะไกลหรือแวน (WAN) โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบแลน มี 5 รูปแบบ คือ....&lt;br /&gt;1. ระบบ Bus การเชื่อมต่อแบบบัสจะมีสายหลัก 1 เส้น เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์ และไคลเอ็นต์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อสายเคเบิ้ลหลักเส้นนี้ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกมองเป็น Node เมื่อเครื่องไคลเอ็นต์เครื่องที่หนึ่ง (Node A) ต้องการส่งข้อมูลให้กับเครื่องที่สอง (Node C) จะต้องส่งข้อมูล และแอดเดรสของ Node C ลงไปบนบัสสายเคเบิ้ลนี้ เมื่อเครื่องที่ Node C ได้รับข้อมูลแล้วจะนำข้อมูล ไปทำงานต่อทันที....&lt;br /&gt;2.แบบ Ring การเชื่อมต่อแบบวงแหวน เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่ง ไปสู่เครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ ระบบ Ring มีการใช้งานบนเครื่องตระกูล IBM กันมาก เป็นเครื่องข่าย Token Ring ซึ่งจะใช้รับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องมินิหรือเมนเฟรมของ IBM กับเครื่องลูกข่ายบนระบบ ....&lt;br /&gt;3.แบบ Star การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้จะใช้อุปกรณ์ Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ โดยที่ทุกเครื่องจะต้องผ่าน Hub สายเคเบิ้ลที่ใช้ส่วนมากจะเป้น UTP และ Fiber Optic ในการส่งข้อมูล Hub จะเป็นเสมือนตัวทวนสัญญาณ (Repeater) ปัจจุบันมีการใช้ Switch เป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่า ....&lt;br /&gt;4.แบบ Hybrid เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน เช่น นำเอาเครือข่ายระบบ Bus, ระบบ Ring และ ระบบ Star มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เหมาะสำหรับบางหน่วยงานที่มีเครือข่ายเก่าและใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งระบบ Hybrid Network นี้จะมีโครงสร้างแบบ Hierarchical หรือ Tre ที่มีลำดับชั้นในการทำงาน....&lt;br /&gt;5.เครือข่ายแบบไร้สาย ( Wireless LAN)......อีกเครือข่ายที่ใช้เป็นระบบแลน (LAN) ที่ไม่ได้ใช้สายเคเบิลในการเชื่อมต่อ นั่นคือระบบเครือข่ายแบบไร้สาย ทำงานโดยอาศัยคลื่นวิทยุ ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องของการไม่ต้องใช้สายเคเบิล เหมาะกับการใช้งานที่ไม่สะดวกในการใช้สายเคเบิล โดยไม่ต้องเจาะผนังหรือเพดานเพื่อวางสาย เพราะคลื่นวิทยุมีคุณสมบัติในการทะลุทะลวงสิ่งกีดขวางอย่าง กำแพง หรือพนังห้องได้ดี แต่ก็ต้องอยู่ในระยะทำการ หากเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปไกลจากรัศมีก็จะขาดการติดต่อได้ การใช้เครือข่ายแบบไร้สายนี้ สามารถใช้ได้กับคอมพิวเตอร์พีซี และโน๊ตบุ๊ก และต้องใช้การ์ดแลนแบบไร้สายมาติดตั้ง รวมถึงอุปกรณ์ที่เรียกว่า Access Point ซึ่งเป็นอุปกรณ์จ่ายสัญญาณสำหรับระบบเครือข่ายไร้สาย มีหน้าที่รับส่งข้อมูลกับการ์ดแลนแบบไร้สายประโยชน์ของ Lan&lt;br /&gt;1.1 แบ่งการใช้ข้อมูล รวมทั้งการปรับปรุงและจัดการแฟ้มข้อมูลได้ง่าย&lt;br /&gt;1.2 สามารถใช้ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ห่างไกลได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;1.3 การแบ่งปันการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น Printer, Modemฯลฯ&lt;br /&gt;1.4 การแบ่งปันการใช้โปรแกรมต่าง&lt;br /&gt;1.5 ควบคุมและดูแลรักษาข้อมูลได้ง่าย&lt;br /&gt;1.6 ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน&lt;br /&gt;1.7 เพื่อการติดต่อได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. MAN (Metropolitan Area Network).....&lt;/strong&gt;ระบบเครือข่ายเมือง เป็นเน็ตเวิร์กที่จะต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นการติดต่อกันในเมือง เช่น เครื่องเวิร์กสเตชั่นอยู่ที่สุขุมวิท มีการติดต่อสื่อสารกับเครื่องเวิร์กสเตชั่นที่บางรัก3. WAN (Wide Area Network).....ระบบเครือข่ายกว้างไกล หรือเรียกได้ว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ตเวิร์ก โดยจะเป็นการสื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดีย(Media) ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย (คู่สายโทรศัพท์ dial-up / คู่สายเช่า Leased line / ISDN) (lntegrated Service Digital Network สามารถส่งได้ทั้งข้อมูล เสียง และภาพในเวลาเดียวกัน)&lt;br /&gt;แหล่งศึกษา&lt;br /&gt;1.&lt;a href="http://www.radompon.com/computerproject/Web2006/Network/mainpage.htm"&gt;http://www.radompon.com/computerproject/Web2006/Network/mainpage.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2.&lt;a href="http://www.bcoms.net/network/intro.asp"&gt;http://www.bcoms.net/network/intro.asp&lt;/a&gt;3.&lt;a href="http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ngekky&amp;amp;month=01-2008&amp;amp;date=20&amp;amp;group=1&amp;amp;gblog=33"&gt;http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ngekky&amp;amp;month=01-2008&amp;amp;date=20&amp;amp;group=1&amp;amp;gblog=33&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-4514365186353649707?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/4514365186353649707/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=4514365186353649707' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/4514365186353649707'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/4514365186353649707'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/02/network-computer.html' title='ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ Network Computer'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-7203697793385408169</id><published>2009-01-07T04:09:00.000-08:00</published><updated>2009-01-07T04:16:07.435-08:00</updated><title type='text'>10 อันดับสุดยอดคุณลักษณะเด่นของ Windows Server 2003</title><content type='html'>นอกเหนือไปจากคำสัญญาของเราในอันที่จะจัดหา Windows Server ที่มีความเร็วที่สุด เชื่อถือได้มากที่สุด และมีความปลอดภัยที่สุดแล้ว Windows Server 2003 ยังรวมฟังก์ชั่นการทำงานของระบบที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาบริการเว็บที่ชื่อว่า XML และโซลูชั่นเชิงธุรกิจ ซึ่งมีการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และต่อไปนี้คือลักษณะการทำงานใหม่ที่ได้รับการปรับปรุง เพื่อให้องค์กรใช้เป็นปัจจัยในการพิจารณาอัพเกรดจากระบบ Microsoft Windows NT Server 4.0&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Active Directory: เพื่อการบริหารข้อมูลผู้ใช้บนเครือข่ายที่มีความซับซ้อนที่ดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;บริการ Microsoft Active Directory จะช่วยให้การจัดการสารบบเครือข่ายที่วุ่นวายซับซ้อนให้สามารถทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหา ส่วนประกอบหรือข้อมูลใดๆ ที่แม้จะเก็บอยู่ในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น&lt;br /&gt;ระบบนี้สามารถรองรับได้หลากหลายขนาดขององค์กร ซึ่งถูกสร้างโดยอาศัยมาตรฐานทางด้านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต และรวมทั้งยังรองรับระบบปฏิบัติการได้ทั้ง Windows Server 2003 Standard Edition, Windows Server 2003 Enterprise Edition และ Windows Server 2003 Datacenter Edition Windows Server 2003 ยังได้มีการปรับปรุง Active Directory ให้มีความง่ายต่อการใช้งานมากขึ้นและมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น รวมทั้งการสร้าง Trusts ข้ามกันระหว่าง Forest, ความสามารถในการเปลี่ยนชื่อของ Domain, และความสามารถในการยับยั้งการใช้งาน attributes และ class ภายใน schema เพื่อให้สามารถเปลี่ยนคำนิยามของคุณสมบัติเหล่านั้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Group Policy: Group Policy Management Console: สร้างนโยบายรวมศูนย์เพื่อบริหารการใช้ซอฟท์แวร์ของทั้งเครือข่ายที่ดีและปลอดภัยขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ผู้จัดการระบบสามารถใช้ Group Policy เพื่อกำหนดค่าต่างๆและกำหนดสิทธิ์ให้กับทั้งตัวผู้ใช้งานและเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อแตกต่างระหว่าง Group Policy และ local policy คือผู้จัดการระบบสามารถใช้ Group Policy เพื่อกำหนดนโยบายที่จะใช้ร่วมกันระหว่าง site ที่ตั้ง โดเมน หรือหน่วยที่รวบรวมขึ้นใน active directory ได้ การจัดการแบบใช้นโยบายเป็นหลักนี้ จะช่วยทำให้งานต่างๆ ดังต่อไปนี้ทำได้ง่ายขึ้น : การปรับปรุงระบบ การติดตั้งโปรแกรม ข้อมูลของผู้ใช้งาน และ desktop-system lockdown&lt;br /&gt;Group Policy Management Console (GPMC) ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มเติมในวินโดวส์ 2003 นั้นจะช่วยให้เกิดรูปแบบการทำงานใหม่ในการจัดการ Group Policy กล่าวคือทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ระบบ Group Policy ได้ง่ายขึ้น และจะมีประโยชน์ในแง่ที่ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ Active directory ได้ดียิ่งขึ้น และยังนำข้อดีของการจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมาช่วยพัฒนาองค์กรได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประสิทธิภาพการทำงานของ Server (Server Performance): อย่างน้อย 2 เท่าจาก Windows NT Server 4.0&lt;br /&gt;จากผลการทดสอบบน Windows Server 2003 ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ดีมากยิ่งกว่าเวอร์ชั่นเก่าๆ ที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น ไฟล์ข้อมูล และ Web Server มีความเร็วในการทำงานเป็นสองเท่าของ Windows NT Server 4.0 และขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กรของคุณ มีความแตกต่างกันในแต่ละหน่อยงาน เนื่องจากการกำหนดค่าต่างๆ ของ Network และคอมพิวเตอร์หลากหลายแบบ ทางไมโครซอฟท์เชื่อมั่นว่าการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของ Windows Server 2003 จะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกู้ข้อมูลคืน โดยใช้เครื่องมือ Volume Shadow Copy: เพื่อบริหารการลบและกู้คืนไฟล์ที่ดีขึ้น&lt;br /&gt;คุณลักษณะเด่นนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในบริการ Volume Shadow Copy Service ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้จัดการระบบสามารถปรับแต่งโปรแกรมเพื่อให้ระบบสามารถ copy ข้อมูลที่มีความสำคัญต่อองค์กรได้ในทันที โดยที่ไม่มีการขัดจังหวะจากการหยุดทำงานของระบบแต่อย่างใด ซึ่งสำเนาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้นับได้ว่ามีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน เมื่อต้องการเรียกข้อมูลคืน และการจัดเก็บข้อมูลเข้าแฟ้มข้อมูลถาวร เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถเรียกข้อมูลในแฟ้มข้อมูลถาวรซึ่งอยู่บน Server นั้นมาใช้งานได้ตลอดเวลา วิธีการกู้ไฟล์คืนที่ดีขึ้นกว่าระบบเก่านี้จึงถือว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิผลให้กับองค์กรได้เป็นอย่างดีทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Internet Information Service 6.0 และ Microsoft .NET Framework: เพิ่มความเร็วของ Web Application โดยรวมและความหลากหลายในการพัฒนา Application&lt;br /&gt;Internet Information Service (IIS) 6.0 เป็น Web Server ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถช่วยในการทำงานของ Web Application และบริการ XML Web service ได้ดี IIS 6.0 ได้รับการออกแบบโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Fault-tolerant process ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ และ Web Application ได้อย่างมากทีเดียว&lt;br /&gt;ปัจจุบันนี้ IIS สามารถแยกออกมาจาก Web Application ต่างๆ กลายเป็นโปรแกรมที่สามารถจัดการงานต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง หรือที่เราเรียกว่า Application Pool โดยมีการทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการโดยตรง คุณลักษณะเช่นนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณงานต่อหน่วยเวลาและความสามารถของระบบให้มากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างใน Server ให้มากขึ้นด้วย ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดจาก application pool นี้คือช่วยลดความต้องการในการใช้ฮาร์ดแวร์ขององค์กรให้น้อยลง นอกจากนั้น Application Pool นี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้โปรแกรม หรือ site อื่นๆ ถูก รบกวนจาก XML web service หรือโปรแกรมเว็บต่างๆ บน Server ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;IIS ยังมีความสามารถในการค้นหา, กู้ข้อมูล, และป้องกันการล่มของ Web Application ซึ่งบนระบบ Microsoft ASP.NET บน Windows Server 2003 นั้น ได้มีการใช้งานบนโครงสร้าง IIS แบบใหม่นี้ ซึ่งคุณสมบัติเกี่ยวที่ล้ำสมัยเหล่านี้สามารถใช้ร่วมกับ Applications ที่มีอยู่เดิมซึ่งทำงานภายใต้ไม่ว่าจะเป็น IIS 4.0 และ IIS 5.0 ก็ตาม โดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขส่วนโครงสร้างใดๆ ก็ตามของ Applications&lt;br /&gt;โปรแกรม .NET Framework ประกอบด้วยโปรแกรมที่ใช้สำหรับสร้าง แปลง และดำเนินงาน Web Application และ XML Web Services บน Platform นอกจากนั้นโปรแกรม .NET Framework นี้ยังประกอบด้วยปัจจัยแวดล้อมที่มีประโยชน์ มีความเป็นมาตรฐาน และรองรับการสร้างแอพพลิเคชั่นจากหลายภาษา เพื่อช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เดิมที่มีอยู่แล้วเข้ากับโปรแกรมและบริการใหม่ๆ ให้ได้ผลดี เช่นเดียวกันกับที่ช่วยให้โปรแกรม Internet-scale สามารถส่งข้อมูล และดำเนินการทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น การปรับรูปแบบของโปรแกรมเก่าที่มีอยู่เดิมแล้วนั้นสามารถทำได้ง่ายเช่นเดียวกันกับการ integrate และการ migrate ระบบ XML Web services และโปรแกรม UNIX ไปยังเครื่องมืออื่นที่มีปริมาณงานน้อยกว่าได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Terminal Services: รันโปรแกรมโดยอาศัยทรัพยากรของเซอร์ฟเวอร์ผ่านหน้าจอของ Client&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;คุณลักษณะของ Terminal service นี้ ช่วยให้ผู้จัดการระบบสามารถส่งโปรแกรม ซึ่งมีหลักการทำงานบน Windows (Window-based application) หรือที่เรารู้จักว่าเป็น desktop ของ Windows ไปยังอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นๆ รวมทั้งโปรแกรมอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่บน Windows ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผู้ใช้งานเริ่มใช้โปรแกรมบน Terminal server โปรแกรมนั้นจะมีการทำงานบน Server ในขณะที่การใช้งานของคีย์บอร์ด เม้าส์ และข้อมูลแสดงผลจะถูกส่งไปยังเนตเวิร์ค ผู้ใช้งานจะเห็นเฉพาะ Desktop ที่เป็นของผู้ใช้งานเองเท่านั้น และมีการทำงานแยกกันอย่างเด็ดขาดกับ client อื่น&lt;br /&gt;คุณลักษณะสำหรับผู้จัดการระบบซึ่งเรียกว่า Remote Desktop นี้มีการสร้างขึ้นบนการจัดการระบบทางไกลของ Windows 2000 Terminal Services นอกจาก virtual session สอง sessions ที่เป็นการจัดการระบบทางไกลบน Windows 2000 Terminal Services แล้ว ผู้จัดการระบบยังสามารถทำงานต่อเข้ากับส่วนควบคุมของ Server ได้แบบทางไกลด้วย Terminal Server สามารถปรับปรุงและเพิ่มความสามารถของการส่งข้อมูลซอฟท์แวร์ในสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งคุณลักษณะนี้ยังคงเป็นปัญหาในการใช้โปรแกรมเก่าอยู่ทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Clustering (Eight-Node Support): สร้างกลุ่มเซอร์ฟเวอร์ เพื่อการให้บริการที่ไม่ขาดตอน&lt;br /&gt;คุณลักษณะนี้ปรากฏอยู่บน Windows Server 2003, Enterprise Edition และ Windows Server 2003, Datacenter Edition เท่านั้น โดยเน้นความสำคัญไปที่โปรแกรมจัดการงานต่างๆ เช่น ระบบฐานข้อมูล ระบบรับ-ส่งข้อความ และบริการจัดเก็บข้อมูลและพิมพ์เอกสาร การทำงานแบบ Clustering นี้มีการทำงานของ Server หรือ nodes หลายตัว เพื่อช่วยรักษาการทำงานให้คงที่ไม่ขาดตอน โดยหาก Node ใด Node หนึ่งใน Cluster ไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากความผิดพลาดของการซ่อมแซมเครื่องคอมพิวเตอร์ node อื่นๆ จะสามารถทำงานแทนได้ในทันที ซึ่งขั้นตอนนี้รู้จักกันดีว่าเป็น “Failover” ผู้ใช้งานซึ่งกำลังใช้งานอยู่จะสามารถทำงานต่อไปได้ โดยไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของ node ที่ช่วยทำงานแทนแต่อย่างใด&lt;br /&gt;ทั้ง Windows Server 2003 Enterprise Edition และ Windows Server 2003 Datacenter Edition นี้ช่วยให้การติดตั้ง server cluster สามารถทำได้สูงถึง 8 nodes เลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การ integrate ของโปรแกรม PKI Support โดยใช้ Kerberos เวอร์ชั่น 5&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;องค์กรของคุณสามารถใช้งาน Public Key Infrastructure (PKI) ได้ โดยใช้บริการ Certificate และเครื่องมือช่วยจัดการ Certificate และด้วย PKI นี้เอง ผู้จัดการระบบจะสามารถติดตั้งเทคโนโลยีแบบ standard-based ได้ตัวอย่างเช่น การ logon สมาร์ทการ์ด, การยืนยันผู้ใช้งานผ่านทาง Secure Sockets Layer และ Transport Layer Security, Email Protect, Digital Signature และความปลอดภัยของเครือข่ายโดยใช้ Internet Protocol Security (IPSec)&lt;br /&gt;นอกจากนั้นแล้ว ด้วยบริการ Certificate นี้ ผู้จัดการระบบสามารถติดตั้งระบบ และบริหารสิทธ์ใน Certification ทั้งการมอบและการเรียก X.509 V3 certificate กลับคืนได้ ซึ่งนั่นหมายถึงองค์กรของคุณไม่จำเป็นต้องใช้ระบบยืนยันที่ผู้ใช้งานอีกต่อไป แม้ว่าจะมีการ integrate ระบบยืนยันที่ผู้ใช้งานนั้น PKI ขององค์กรแล้วก็ตาม Kerberos เวอร์ชั่น 5 เป็นเนตเวิร์คโพรโทคอลแบบ industry-standard ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วด้วยการ logon เพียงครั้งเดียว แต่สามารถเข้าใช้งาน resource ได้หลาย resources รวมถึง environment อื่นๆ ที่สนับสนุนระบบนี้ ประโยชน์อื่นๆของ Kerberos เวอร์ชั่น 5 ยังรวมถึง mutual authentication ซึ่งทั้งผู้ใช้งานและ Server ต้องทำงานยืนยันหรือตรวจสอบซึ่งกันและกัน และ delegated authentication ซึ่งเป็นการยืนยันผู้ใช้งานโดยมีการตรวจสอบประวัติและข้อมูลของผู้ใช้งานอย่างละเอียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดการ Command-Line: สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับระบบปฏิบัติการ UNIX หรือ Linux&lt;br /&gt;Windows Server 2003 ยังเสนอคุณลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ Command-Line Infrastructure ซึ่งช่วยให้ผู้จัดการระบบสามารถดำเนินงานในเชิงบริหารจัดการต่างๆ ได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ user interface เชิงกราฟแต่อย่างใด และที่พิเศษไปกว่านั้นคือคุณลักษณะแบบ Command-Line นี้สามารถช่วยในทำงานที่มีลักษณะงานแตกต่างกันได้ดี โดยใช้วิธีการเข้าไปยังส่วนเก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Windows Management Instrumentation (WMI)&lt;br /&gt;WMI Command-Line หรือ WMIC นี้ยังมีการ interface กับระบบ Simple Command-Line ซึ่งจะช่วยในการทำงานร่วมกันกับโปรแกรมสนับสนุนตัวอื่นๆ และคำสั่ง utility อื่นๆ อีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว WMIC ยังสามารถเพิ่มเติมฟังก์ชั่นการใช้งานได้ง่ายๆ ด้วย script หรือโปรแกรม administration-oriented อื่นๆ เมื่อรวมกับ script ที่พร้อมใช้งานแล้ว ฟังก์ชั่นการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นของ Command-Line ใน Windows Server 2003 จะสามารถแข่งขันได้กับระบบปฏิบัติการอื่นๆ ที่มีราคาค่อนข้างสูงกว่าได้เป็นอย่างดี ผู้จัดการระบบที่เคยใช้งานระบบ Command-Line เพื่อจัดการระบบ UNIX หรือ Linux จะสามารถใช้งาน Command-Line บน Windows Server 2003 ได้อย่างดีทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Intelligent File Services: Encrypting File System, Distributed File System, และ File Replication Service: เพื่อการบริหารไฟล์จำนวนมากมหาศาลในองค์กรที่ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;Encrypting File System – EFS จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งรหัสและถอดรหัสการใช้งานไฟล์ข้อมูล เพื่อเป็นการป้องกันข้อมูลเหล่านั้นจากผู้ที่พยายามเข้ามาใช้งานข้อมูลดังกล่าวอย่างไม่ถูกต้อง เช่น ขโมยเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา หรือขโมย external disk (drive)&lt;br /&gt;การทำ Encryption นี้ ผู้ใช้งานยังคงใช้งานไฟล์ข้อมูลหรือแฟ้มข้อมูลที่มีการทำ encryption ไว้ได้เหมือนกับใช้งานไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลอื่นๆ และหากผู้ใช้งาน EFS เป็นบุคคลเดียวกันกับผู้ทำ encrypt ไว้ ระบบจะทำการถอดรหัสไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลนั้นให้โดยอัตโนมัติ เมื่อผู้ใช้งานเข้าไปใช้งานไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลนั้นภายหลัง Distributed File System – DFS ช่วยในการบริหาร resource ของดิสก์ที่ใช้ร่วมกันบนเนตเวิร์ค ผู้จัดการระบบจะทำการตั้งชื่อ logical name ให้กับไดรฟ์ที่ใช้ร่วมกันบนเนตเวิร์ค แทนที่จะให้ผู้ใช้งานต้องเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อแบบ physical name ของ Server แต่ละเครื่องที่ผู้ใช้งานต้องการเข้าไปทำงาน&lt;br /&gt;File Replication Service – FRS เป็นโปรแกรมที่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีกว่าคุณลักษณะ Directory Replication บน Windows NT Server 4.0 ในหลายๆ ด้าน ตัวอย่างเช่น FRS จะมีการ replicate จากไฟล์หลักได้ครั้งละหลายไฟล์สำหรับ directory tree ซึ่งอยู่บน Server ที่สร้างขึ้น นอกจากนั้น DFS ยังใช้ FRS เพื่อปรับข้อมูลระหว่างไฟล์ข้อมูลที่ replicate มาด้วยกันเองโดยอัตโนมัติ อีกทั้ง Active Directory ยังใช้ FRS ในการปรับข้อมูลจาก system volume information ไปยังหน่วยควบคุมโดเมนให้ตรงกันด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-7203697793385408169?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/7203697793385408169/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=7203697793385408169' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/7203697793385408169'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/7203697793385408169'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/01/10-windows-server-2003.html' title='10 อันดับสุดยอดคุณลักษณะเด่นของ Windows Server 2003'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-1629327909480968408</id><published>2009-01-05T21:27:00.000-08:00</published><updated>2009-01-05T21:40:20.855-08:00</updated><title type='text'>ประวัติความเป็นมาของWindows Server 2003</title><content type='html'>&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;strong&gt;วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 (Windows Server 2003)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;         เป็น&lt;a title="ระบบปฏิบัติการ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3"&gt;ระบบปฏิบัติการ&lt;/a&gt;&lt;a title="เซิร์ฟเวอร์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C"&gt;เซิร์ฟเวอร์&lt;/a&gt;จาก&lt;a title="ไมโครซอฟท์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%97%E0%B9%8C"&gt;ไมโครซอฟท์&lt;/a&gt; เป็นรุ่นที่ถัดจาก&lt;a class="mw-redirect" title="วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2000" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C_2000"&gt;วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2000&lt;/a&gt; วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 ได้ออกวันที่ &lt;a title="28 มีนาคม" href="http://th.wikipedia.org/wiki/28_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1"&gt;28 มีนาคม&lt;/a&gt; &lt;a title="พ.ศ. 2547" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2547"&gt;พ.ศ. 2547&lt;/a&gt; ซึ่งนับเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ &lt;a class="new" title="Windows Server System (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Windows_Server_System&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;Windows Server System&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ภาพรวม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์เป็นระบบปฏิบัติการแรกที่ออกมาหลังจากไมโครซอฟท์ประกาศแนวทาง &lt;a class="new" title="Trustworthy Computing (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Trustworthy_Computing&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;Trustworthy Computing&lt;/a&gt; จึงเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องความปลอดภัย โดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก เช่นหลังจากการตั้งแต่ติดตั้งเสร็จนั้น ไม่มีส่วนประกอบเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดการใช้งานเพื่อลดช่องทางโจมตีตั้งแต่แรกเริ่ม และได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากใน &lt;a class="new" title="IIS (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=IIS&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;IIS 6.0&lt;/a&gt; โดยเกือบเขียนขึ้นมาใหม่หมด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยประสิทธิภาพการทำงาน&lt;br /&gt;ในปีพ.ศ. 2548 ไมโครซอฟท์ได้ประกาศ &lt;a class="new" title="'วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%22%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%99%22&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ "ลองฮอร์น"&lt;/a&gt; ซึ่งจะเป็นรุ่นต่อจากวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 โดยมีกำหนดการที่จะออกครึ่งปีแรกใน พ.ศ. 2550&lt;br /&gt;วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ได้แบ่งเป็นรุ่นดังนี้:&lt;br /&gt;Windows Small Business Server 2003&lt;br /&gt;Windows Server 2003 Web Edition&lt;br /&gt;Windows Server 2003 Standard Edition&lt;br /&gt;Windows Server 2003 Enterprise Edition&lt;br /&gt;Windows Server 2003 Datacenter Edition&lt;br /&gt;Windows Compute Cluster Server 2003&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-1629327909480968408?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/1629327909480968408/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=1629327909480968408' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/1629327909480968408'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/1629327909480968408'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/01/windows-server-2003.html' title='ประวัติความเป็นมาของWindows Server 2003'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-315100889463122683</id><published>2009-01-05T19:46:00.000-08:00</published><updated>2009-01-05T19:49:27.242-08:00</updated><title type='text'>Version Linux</title><content type='html'>&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;strong&gt;Red Hat Linux&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;เรดแฮ็ท เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มโปรแกรมเมอร์ ในแถบนอร์ธ-แคโลไลนาในสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างดิสตริบิวชั่นของ Linux ที่มีการติดตั้งและการใช้งานให้ง่ายที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แนวคิดพื้นฐานของเรดแฮ็ทคือเรื่องของ แพ็กเกจ (package) ซึ่งเป็นชุดของโปรแกรม ที่สามารถทำการติดตั้งเพิ่มเข้าและถอดออกได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทำการคอมไพล์โปรแกรมใหม่ หรือไม่ต้องทราบรายละเอียดแต่อย่างใด (โดยปกติแล้วการติดตั้งซอฟต์แวร์ในระบบ UNIX และ Linux จะต้องขยายไฟล์ที่ถูกบีบอัดไว้ออกมาก่อน แล้วคอมไพล์ตัวโปรแกรม Linux ใหม่พร้อมกับโปรแกรมเหล่านั้น จึงจะสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์นั้น เพิ่มลงไปในระบบได้)ดังนั้น Red Hat จึงได้พัฒนาโปรแกรม RPM (RPM Package Manager) ขึ้นมาสำหรับติดตั้ง ถอดถอน และบริหารชุดของแพ็กเกจดังกล่าว โดยไม่ต้องเสียเวลาคอมไพล์ใหม่ (ซึ่ง RPM ในเวอร์ชันแรกๆจะพัฒนาด้วยภาษา Perl แต่ในเวอร์ชันต่อๆมาจะพัฒนาด้วยภาษา C ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น) และนอกจาก RPM แล้วทางบริษัท Red Hat ก็ยังได้พัฒนาโปรแกรมติดตั้งที่เรียกว่า GLINT (Graphical Linux INstallation Tool) ซึ่งมีลักษณะการใช้งานเป็นแบบกราฟิกขึ้น จึงทำให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมากRed Hat Linux เวอร์ชันแรกได้ออกจำหน่ายเมื่อช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1994 และด้วยคุณสมบัติเด่นของ RPM จึงส่งผลให้ Red Hat Linux ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นดิสตริบิวชั่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจ ขณะที่ RPM ก็ได้รับการยอมรับ และนำไปใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐาน ในการบริหารแพ็กเกจบนระบบ UNIX อื่นๆนอกเหนือจาก Linux ด้วย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Suse&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;SuSE เป็นลีนุกซ์สัญชาติเยอรมัน ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในเยอรมันและยุโรปการติดตั้ง SuSE นั้น มีโปรแกรมที่จัดการการติดตั้งชื่อ YaST2 ซึ่งทำให้การติดตั้งได้ง่ายมากภาษาในการติดตั้งยังไม่มีภาษาไทยDebian==&gt; Debian นั้นเริ่มเมื่อปี 1993 โดยนายเอียน เมอร์ดอค คำว่า Debian ก็มาจากชื่อของเค้า เอียน ( -ian ) กับชื่อแฟนของเค้า เด็บบาร่า (deb-) เอามารวมกันก็เป็น Debian นี่ถือได้ว่าเป็นลินุกซ์สำหรับแฮคเกอร์โดยแท้จริง Debian มีจุดแข็งอยู่ตรงระบบการลงโปรแกรมที่เรียกได้ว่าดีมากๆ เรียกว่า APT ที่ใช้งานได้ง่ายกว่า RPM ของเรดแฮทมาก และจะสะดวกมากขึ้นอีกถ้าเรามีเน็ตแรงๆ อยู่ด้วย เนื่องจากว่า APT จะทำการอัพเดทโปรแกรมให้เราอัตโนมัติ เช่น ต้องการลง Mozilla แค่สั่ง apt-get mozilla แล้วก็รออย่างเดียว Mozilla ก็จะพร้อมใช้งานทันที แต่ว่าส่วนอื่นๆ ของ Debian ยังไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้หน้าใหม่เช่นกัน เลยมีบริษัทหัวใสจำนวนมาก ได้นำ Debian ดั้งเดิมมาดัดแปลงให้เหมาะกับผู้ใช้หน้าใหม่มากขึ้น แล้วนำมาขาย เช่น Xandros และ LindowsMandrake&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt; Linux&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;    &lt;/strong&gt;Mandriva Linux เป็นลีนุกซ์ดิสโทรที่มีบุคลิกที่สุดสำอาง เริ่มพัฒนามาพร้อมๆ กับ Red Hat Linux แต่มีแนวทางเป็นของตนเอง และไม่คิดตามหลังใคร มิหนำซ้ำยังหาญกล้านำเทคโนโลยีใหม่ๆ มารวมไว้ก่อนดิสโทรอื่นเสมอๆ จนทำให้มีหมายเลขเวอร์ชั่นหนีห่างจาก Red Hat ชนิดไม่เห็นฝุ่น ความที่เน้น Cutting-Edge Technology เช่นนี้มากจนเกินไป จนลืมให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการจึงทำให้ขาดทุนและเกือบต้องเลิกกิจการไป หลังจากได้รับการบริจาคเงินช่วยเหลือและต่อมารวมกิจการกับ Connectiva Linux จนเป็น Mandriva Linux แล้ว ลีนุกซ์ดิสโทรนี้ก็ยังคงมีลักษณะที่เน้นการนำเสนอเทคโนโลยีล้ำหน้าคู่แข่งเสมอมาเรียนรู้เพิ่มเติม&lt;br /&gt;(&lt;a href="http://www.redhat.com/)บริษัท"&gt;http://www.redhat.com/)บริษัท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;(&lt;a href="http://www.suse.com/"&gt;http://www.suse.com/&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;(&lt;a href="http://www.debian.org/)โครงการ"&gt;http://www.debian.org/)โครงการ&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-315100889463122683?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/315100889463122683/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=315100889463122683' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/315100889463122683'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/315100889463122683'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2009/01/version-linux.html' title='Version Linux'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-6843854431593353550</id><published>2008-11-24T20:46:00.000-08:00</published><updated>2008-11-24T20:50:17.949-08:00</updated><title type='text'>คำสั่งเกี่ยวกับการจัดการไฟล์</title><content type='html'>1.คำสั่ง ls มีค่าเหมือนกับ คำสั่ง dir ของ dosรูปแบบ $ ls [-option] [file]option ที่สำคัญl แสดงแบบไฟล์ละบรรทัด แสดง permission , เจ้าของไฟล์ , ชนิด , ขนาด , เวลาที่สร้างa แสดงไฟล์ที่ซ่อนไว้ ( dir /ah)p แสดงไฟล์โดยมี / ต่อท้าย directoryF แสดงไฟล์โดยมีสัญญลักษณ์ชนิดของไฟล์ต่อท้ายไฟล์คือ/ = directory* = execute file @= link fileld แสดงเฉพาะ directory (dir /ad)R แสดงไฟล์ที่อยู่ใน directory ด้วย (dir /s)เช่น$ ls$ ls -la&lt;br /&gt;2.คำสั่งcdคำสั่ง cd ใช้สำหรับการเปลี่ยนไดเร็คทอรี่รูปแบบ: cd การเคลื่อนย้ายพื้นที่ในการใช้งาน ทำได้โดยใช้คำสั่ง cd ตามด้วยชื่อไดเร็คทอรี่ที่เป็นจุดหมายปลายทาง โดยจะเขียนชื่อของไดเร็คทอรี่แบบสัมบูรณ์ หรือแบบสัมพันธ์ก็ได้ เช่นตัวอย่าง: เคลื่อนไปไดเร็คทอรี่ bin ซึ่งอยู่ภายใต้ไดเร็คทอรีปัจจุบัน$ cd binตัวอย่าง: แสดงการใช้เส้นทางแบบสัมบูรณ์ระบุจุดหมายปลายทาง$ cd /rootตัวอย่าง: กลับไปยัง Home ไดเร็คทอรี่$ cdตัวอย่าง: การแสดงว่าขณะนี้เราทำงานอยู่ที่ไดเร็คทอรี่ใด$ pwd/home/train1ในตัวอย่างนี้คงจะเห็นว่า ถ้าใช้คำสั่ง cd เฉย ๆ คือการระบุให้กลับไปยังไดเร็คทอรีบ้าน อันได้แก่ ไดเร็คทอรีแรกที่เข้ามาเมื่อเริ่มเข้าสู่ระบบ ซึ่งสามารถเปลี่ยนค่าของไดเร็คทอรีบ้านได้ด้วยการเปลี่ยนค่าของตัวแปรเชลล์ที่ชื่อ HOME ส่วน “..” คือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงไดเร็คทอรี “พ่อ” อันได้แก่ ชั้นที่อยู่ข้างบนชั้นปัจจุบัน&lt;br /&gt;3.คำสั่ง pwd แสดง directory ที่เราอยู่ปัจจุบัน$ pwdbobby@comsci:~$ pwd/home/bobby&lt;br /&gt;4.คำสั่งfileบนระบบ DOS/Windows นั้น ประเภทของแฟ้มข้อมูลจะถูกระบุด้วยนามสกุล แต่ใน UNIX จะไม่มีนามสกุลเพื่อใช้ระบุประเภทของแฟ้มข้อมูล ดังนั้นการหาประเภทของแฟ้มข้อมูลจะดูจาก Context ภายในของแฟ้ม ซึ่งคำสั่ง file จะทำการอ่าน Content และบอกประเภทของแฟ้มข้อมูลนั้นๆ รูปแบบคำสั่ง file [option]... file ตัวอย่าง file /bin/sh file report1.doc&lt;br /&gt;5.คำสั่ง mvใช้ move หรือเปลี่ยนชื่อไฟล์รูปแบบ $ mv [-if] file_source file_targetความหมายของ option เช่นเดียวกับ cp$ mv index.html main.html เปลี่ยนชื่อไฟล์ index.html เป็น main.html6.คำสั่ง mkdir ใช้สำหรับสร้างไดเร็คทอรี่รูปแบบ: mkdir ตัวอย่าง: การสร้างไดเร็คทอรี่ชื่อ mydir อยู่ในไดเร็คทอรี่ปัจจุบัน$ mkdir mydir&lt;br /&gt;7.คำสั่ง rm คำสั่งสำหรับการลบไฟล์รูปแบบ: rm [option] option คือทางเลือกที่จะใช้กับคำสั่ง rm โดยจะยกตัวอย่างที่ใช้บ่อยๆ ได้แก่-r คือ การสั่งให้ลบไดเร็คทอรี่และไฟล์ภายใต้ไดเร็คทอรี่ (recursive)-f คือ การสั่งยืนยันการลบ (force) จะไม่ขึ้น prompt ถามยืนยันการลบfile_name คือ ชื่อไฟล์ที่ต้องการลบdirectory_name คือ ชื่อไดเร็คทอรี่ที่ต้องการลบตัวอย่าง การลบมากกว่า 1 ไฟล์$ rm oldbills oldnotes badjokesตัวอย่าง การลบไดเร็คทอรี่และไฟล์ภายใต้ไดเร็คทอรี่$ rm -r ./binตัวอย่าง การลบแบบยืนยันการลบ$ rm –f oldbills oldnotes badjokes&lt;br /&gt;8..คำสั่ง rmdirคำสั่ง rmdir เป็นคำสั่งสำหรับการลบไดเร็คทอรี่รูปแบบ: rmdir directory_name คือ ชื่อไดเร็คทอรี่ที่ต้องการลบตัวอย่าง: การลบไดเร็คทอรี่ essays$ rmdir essays&lt;br /&gt;9. Chown - คำสั่งChange Ownerของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนเจ้าของไฟล์)รูบแบบการใช้งาน chown [ซื่อเจ้าของไฟล์] (ชื่อFile)ตัวอย่าง chown user1 filename คือเปลี่ยนเจ้าของไฟล์ชื่อ filename เป็นUser1 chown -R user1.root dirname คือเปลี่ยนทั้งเจ้าของไฟล์และกลุ่มไปพร้อมกันทุกไฟล์ใน Sub dirname.&lt;br /&gt;10. คำสั่งChgrp คำสั่งChange Groupของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนกลุ่มเจ้าของไฟล์)รูบแบบการใช้งาน chgrp [-chfRv] (Group) (File)ตัวอย่าง chgrp root /root/* เปลี่ยนGroupให้กับไฟล์ทุกไฟล์ในไดเรคทอรี่ /rootให้เป็น Group root&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-6843854431593353550?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/6843854431593353550/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=6843854431593353550' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/6843854431593353550'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/6843854431593353550'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/11/blog-post_4229.html' title='คำสั่งเกี่ยวกับการจัดการไฟล์'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-388385865562814225</id><published>2008-11-24T20:41:00.000-08:00</published><updated>2008-11-24T20:45:22.314-08:00</updated><title type='text'>คำสั่งเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร</title><content type='html'>1.คำสั่งtelnet เป็นคำสั่งที่เปลี่ยน host ที่ใช้อยู่ไปยัง host อื่น (ใน Windows 98 ก็มี)รูปแบบ $ telnet hostname&lt;br /&gt;เช่น c:\&gt; telnet comsci.rid.ac.th เปลี่ยนไปใช้ host ชื่อ comsci.rid.ac.th $ telnet 202.28.54.182 เปลี่ยนไปใช้ host ที่มี IP = 202.28.54.182$ telnet 0 telnet เข้า host ที่ใช้อยู่นะขณะนั้นเมื่อเข้าไปได้แล้วก็จะต้องใส่ login และ password และเข้าสู่ระบบยูนิกส์นั้นเอง&lt;br /&gt;2.คำสั่ง ftpftp เป็นคำสั่งที่ใช้ถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลจากที่หนึ่ง ไปยังอีกที่หนึ่ง โดยการติดต่อกับ host ที่เป็น ftp นั้นจะต้องมี user name และมี password ที่สร้างขึ้นไว้แล้ว แต่ก็มี ftp host ที่เป็น public อยู่ไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นจะมี user name ที่เป็น publicเช่นกัน คือ user ที่ชื่อว่า anonymous ส่วน password ของ user anonymous นี้จะใช้เป็น E-mail ของผู้ที่จะ connect เข้าไปและโปรแกรมส่วนใหญ่ก็จะอยู่ใน directory ชื่อ pubรูปแบบ $ ftp hostnameคำสั่ง ftp จะมีคำสั่งย่อยที่สำคัญๆ ได้แก่ftp&gt; help ใช้เมื่อต้องการดูคำสั่งที่มีอยู่ใในคำสั่ง ftpftp&gt; open hostname ใช้เมื่อต้องการ connect ไปยัง host ที่ต้องการftp&gt; close ใช้เมื่อต้องการ disconnect ออกจาก host ที่ใช้งานอยู่ftp&gt; bye หรือ quit ใช้เมื่อต้องการออกจากคำสั่ง ftpftp&gt; ls หรีอ dir ใช้แสดงชื่อไฟล์ที่มีอยู่ใน current directory ของ host นั้นftp&gt; get ใช้โอนไฟล์ทีละไฟล์จาก host ปลายทางมายัง localhost หรือเครื่องของเรานั้นเองftp&gt; mget ใช้โอนไฟล์ทีละหลายๆไฟล์จาก host ปลายทางมายัง localhostftp&gt; put ใช้โอนไฟล์ทีละไฟล์จาก localhost ไปเก็บยัง host ปลายทางftp&gt; mput ใช้โอนไฟล์ทีละหลายๆไฟล์จาก localhost ไปเก็บยัง host ปลายทางftp&gt; cd ใช้เปลี่ยน directoryftp&gt; delete และ mdelete ใช้ลบไฟล์&lt;br /&gt;3.คำสั่ง lynx เป็นโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ซึ่งทำงานด้วยข้อความล้วน ๆ ไม่สามารถแสดง รูปภาพได้ เริ่มต้นใช้งานด้วยการล้อกอินเข้าระบบด้วยยูสเซอร์&lt;br /&gt;4. คำสั่งmesg ดู status การรับการติดต่อของ terminalmesg y เปิดให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้mesg n ปิดไม่ให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้&lt;br /&gt;5.คำสั่ง ping เป็นคำสั่งพื้นฐานในการตรวจสอบการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องส่งและ เครื่องรับ โดยจะส่งข้อมูลหรือแพ็คเกจขนาด 32K6.คำสั่งwrite คำสั่งใช้เพื่อการส่งข้อมูลทางเดียวจากผู้เขียนไปถึงผู้รับบนเครื่องเดียวกันเท่านั้นรูปแบบคำสั่ง write user [tty] เมื่อมีการพิมพ์คำสั่ง write ผู้ใช้จะเห็นข้อความซึ่งจะแสดงว่าข้อความดังกล่าวถูกส่งมาโดยใคร ซึ่งหากผู้รับต้องการตอบกลับ ก็จะต้องใช้คำสั่ง write เช่นกัน เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วให้พิมพ์ตัวอักษร EOF หรือ กด CTRL+C เพื่อเป็นการ interrupt ทั้งนี้ข้อความที่พิมพ์หลังจาก write จะถูกส่งหลังจากการกด Enter เท่านั้นตัวอย่าง write m2k&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-388385865562814225?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/388385865562814225/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=388385865562814225' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/388385865562814225'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/388385865562814225'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/11/blog-post_2218.html' title='คำสั่งเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-1431496109616203676</id><published>2008-11-24T20:32:00.000-08:00</published><updated>2008-11-24T20:39:10.379-08:00</updated><title type='text'>คำสั่งอื่นๆ</title><content type='html'>1.คำสั่งAt ตั้งเวลารันกลุ่มคำสั่ง&lt;br /&gt;2.คำสั่งcpio ต้องการชื่อเต็ม (full pathname) ดังนั้นถ้าผู้ใช้ทำการอ้างชื่อ ไดเรกทอรีปลายทางแบบ relative&lt;br /&gt;3.คำสั่งbc คำสั่งเรียกใช้โปรแกรมคำนวณเลขของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;4.คำสั่งbasename เป็นคำสั่งสำหรับสกัดเอาชื่อไฟล์ไฟล์โดยตัดส่วนขยายชื่อไฟล์ (file extension) .gif ออก&lt;br /&gt;5.คำสั่งlast ใช้แสดงรายชื่อผู้ login เข้ามาล่าสุด&lt;br /&gt;6.คำสั่งcrontab ตั้งเวลาสั่งงานคอมพิวเตอร์ crontabตั้งเวลารันคำสั่งเป็นรอบเวลาที่กำหนด&lt;br /&gt;7.คำสั่งdd ลบบรรทัดปัจจุบันทั้งบรรทัด&lt;br /&gt;8.คำสั่งdu แสดงการเนื้อที่ใช้งาน ของแต่ละ directory โดยละเอียด duเป็นการดูเนื้อที่ว่างบนไดเรคทรอรี่ที่ใช้อยู่&lt;br /&gt;9.คำสั่งdirname คือเปลี่ยนทั้งเจ้าของไฟล์และกลุ่มไปพร้อมกันทุกไฟล์ใน Sub dirname&lt;br /&gt;10.คำสั่งln เป็นคำสั่งไว้สร้าง link ไปยังที่ ที่ต้องการ คลายกับ shortcut&lt;br /&gt;11.คำสั่งenv แสดงค่า environment ปัจจุบัน&lt;br /&gt;12.คำสั่งeject เป็นคำสั่งให้นำคำสั่งที่ตามหลังคำสั่งeject ไปขึ้นหน้าใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้แต่ละส่วนของโปรแกรมใหญ่ๆ ขึ้นหน้าใหม่ ส่วนคำสั่ง ejectจะไม่ปรากฏใน Assembly Listing&lt;br /&gt;13.คำสั่งexec ที่ใช้ในการแทนค่าตัวแปรแล้วรันคำสั่งแบบพลวัต (dynamicly) บันทึกพฤติกรรมของ exec ไว้&lt;br /&gt;14.คำสั่งfree แสดงหน่วยความจำที่เหลืออยู่บนระบบ โครงสร้างคำสั่ง free [-b-k-m] โดย option ที่มักใช้กันใน free คือ -b แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย byte -k แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย kilobyte -m แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย megabyteตัวอย่าง free free -b free -k freeเป็นการแสดงสถานะของเมมโมรี่ และเนื้อที่ว่างบนเมมโมรี่ ทั้งกายภาพ ที่ใช้ ใน swap, และบัฟเฟอร์&lt;br /&gt;15.คำสั่งgroups&lt;br /&gt;16.คำสั่งhostname แสดง/กำหนดชื่อโฮสต์ คำสั่งแสดงชื่อเครื่องที่ใช้อยู่&lt;br /&gt;17.คำสั่งlp&lt;br /&gt;18.คำสั่งmount ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับระบบ)รูบแบบการใช้งาน mount (-t type) DeviceDriver MountPointตัวอย่าง# การ Mount แบบที่1 CdRom mount -t iso9660 /dev/cdrom /mnt/cdromหรือ# mkdir /mnt/cdrom# mount_cd9660 /dev/cd0a /mnt/cdrom#การ Mount CdRomแบบที่2 mount /dev/cdrom (เมื่อmountแล้วCDจะอยู่ที่ /mnt/CdRom ยกเลิกดูคำสั่ง Unmount)&lt;br /&gt;19. คำสั่งmt คำสั่งกำหนดและแก้ไขรหัสผ่านของ User ของระบบ Unix,Linux ... คำสั่งกำหนดคำสั่งย่อ ของระบบ Unix,Linux&lt;br /&gt;20.คำสั่งnice คำสั่งหรือโปรอกรมเข้าสู่เครื่อง ติดต่อ nice หรือ ติดต่อผู้บริหารเว็บไซต์ + Powered by KnowledgeVolution&lt;br /&gt;21.คำสั่งnohup-&lt;br /&gt;22.คำสั่งnetstat - แสดงสถานะของเครือข่ายว่ามีโปรแกรมใดเปิดให้บริการ&lt;br /&gt;23.คำสั่งod แสดงเนื้อหาในไฟล์ไบนารี่&lt;br /&gt;24.คำสั่งpr คือส่วนหนึ่งของภาษา HTML. คุณสามารถใช้ BBCode ในข้อความที่คุณพิมพ์. และคุณสามารถยกเลิกการใช้ BBCode ในแต่ละข้อความได้ในแบบฟอร์มกรอกข้อความ. BBCode มีรูปแบบคล้ายๆกับภาษา HTM&lt;br /&gt;25.คำสั่งdf คำสั่ง df ของระบบ Unix,Linux (เป็นการตรวจสอบการใช้พื่นที่บนฮาร์ดดิสก์)รูบแบบการใช้งานdf [option] [file]ตัวอย่าง df [Enter]&lt;br /&gt;26.คำสั่ง printf รับค่าตัวแรกเป็นข้อความที่จัดรูปแบบการแสดงผล และรับรายการของข้อมูลที่ต้องการแสดงผลถัดไป.รูปแบบการแสดงผลจะถูกระบุโดยเครื่องหมาย % ตามด้วยอักษรแสดงรูปแบบ. ในกรณีนี้ %d ระบุว่าเราจะพิมพ์ตัวเลขฐานสิบ&lt;br /&gt;27.คำสั่ง df คำสั่ง df ของระบบ Unix,Linux (เป็นการตรวจสอบการใช้พื่นที่บนฮาร์ดดิสก์)รูบแบบการใช้งานdf [option] [file]ตัวอย่าง df [Enter]&lt;br /&gt;28.คำสั่งPrintenv printenv คำสั่งนี้จะแสดงค่าตัวแปลสภาพ แวดล้อม. ตัวอย่าง:. -เซ็ตค่าตัวแปรสภาพแวดล้อม. จะใช้คำสั่ง ‘setenv’&lt;br /&gt;29.คำสั่งpg เป็นคำสั่งใช้แสดง content ของไฟล์ ทั้งหมดทีละจอภาพ ถ้าต้องการแสดงหน้า ถัดไป ต้องกด แป้น enter; รูปแบบ. pg filename&lt;br /&gt;30.Quota31.คำสั่งrlogin ใช้เพื่อเปิดการเชื่อมต่อ ด้วย rlogin. rsh. ใช้เพื่อ execute คำสั่งแบบ Remote (การใช้คำสั่งทำงานบน Host อื่นแบบ Remote)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-1431496109616203676?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/1431496109616203676/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=1431496109616203676' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/1431496109616203676'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/1431496109616203676'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/11/blog-post_24.html' title='คำสั่งอื่นๆ'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-1174939397968080187</id><published>2008-11-19T23:20:00.000-08:00</published><updated>2008-11-19T23:23:02.183-08:00</updated><title type='text'>คำสั่งสำรองข้อมูล</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;1.คำสั่ง tarทำหน้าที่ขยายไฟล์แอพพลิเคชั่นและชุดแพคเกจรูปแบบการใช้งาน tar &lt;พารามิเตอร์&gt; &lt;ไฟล์&gt;ตัวอย่าง tar -xvf test.tarจัดเก็บไฟล์ให้รวมกันไว้ที่เดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;2.คำสั่ง gzipทำหน้าที่บีบอัดไฟล์รูปแบบการใช้งานgzip &lt;พารามิเตอร์&gt; &lt;ไฟล์ &gt; &lt;พารามิเตอร์&gt;ตัวอย่างการใช้gzip star.txt star.zip filename.tar.gz ใช้ unzip ไฟล์ผลที่ได้จะเป็น filename.tar &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;3.คำสั่งgunzip คือขยายไฟล์ที่บีบไว้รูปแบบการใช้งานgunzip &lt;พารามิเตอร์&gt; &lt;ไฟล์ &gt; &lt;พารามิเตอร์&gt;ตัวอย่างการใช้งานgunzip star.zip&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-1174939397968080187?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/1174939397968080187/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=1174939397968080187' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/1174939397968080187'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/1174939397968080187'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/11/blog-post_19.html' title='คำสั่งสำรองข้อมูล'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-8020697170283423240</id><published>2008-11-19T23:14:00.000-08:00</published><updated>2008-11-19T23:19:50.124-08:00</updated><title type='text'>คำสั่งเกี่ยวกับการจัดการโปรเซส</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;color:#33ffff;"&gt;1. Ps - การดูสถานะของ Process ต่างบนระบบแสดงโปรเซสทั้งหมดรูปแบบการใช้งาน ps[option]... โดย option ที่มักใช้กันใน ps คือ -l แสดงผลลัพธ์เป็น Long Format-f แสดงผลลัพธ์เป็น Full Format-a แสดง Proces ทั้งหมดที่มี TTY ตรงกับ TTY ของผู้ใช้งาน-x แสดง Process ทั้งหมด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;color:#33ffff;"&gt;2. Kill - คำสั่ง kill ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับยกเลิก Process) ส่งรหัสควบคุมไปยังโปรเซส รูบแบบการใช้งาน kill [option] (process ID) ตัวอย่าง ps -A ดูหมายเลขที่ช่อง PIDของProcess ที่ต้องการลบ Kill -9 nnn แทนnnnด้วยหมายเลขPID -9 คือบังคับฆ่าให้ตาย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;color:#33ffff;"&gt;3. Fg - โดยส่วนมากใช้คำสั่ง fg เพื่อที่นำ การทำงานของ process ที่หยุดลงไปกลับคืนมาทำงานต่อ (ซึ่งก็คือเหมือนคำสั่ง Ctrl-Z ) โดยส่ง signal ให้แก่ process ว่า CONT signal&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;color:#33ffff;"&gt;4. Bg - &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;color:#33ffff;"&gt;5. Jobs - คำสั่ง jobs ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับกำหนดควบคุม การรับส่งผ่านข้อมูลของ Firewall) รูบแบบการใช้งาน jobsตัวอย่าง #sleep 20 &amp;amp; jobs&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-8020697170283423240?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/8020697170283423240/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=8020697170283423240' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/8020697170283423240'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/8020697170283423240'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='คำสั่งเกี่ยวกับการจัดการโปรเซส'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-7110742902907236608</id><published>2008-11-02T01:39:00.000-07:00</published><updated>2008-11-02T01:42:07.252-08:00</updated><title type='text'>VMWare คืออะไร</title><content type='html'>โปรแกรม VMWare เป็นโปรแกรมที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) ขึ้นบนระบบปฏิบัติการเดิมที่มีอยู่ ตัวอย่างเช่นในรูปที่ 1 เป็นรูปที่แสดงถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ลงระบบปฏิบัติการ Windows XP อยู่เดิม แล้วทำการลงระบบปฏิบัติการ Windows NT ผ่านโปรแกรม VMWare อีกทีหนึ่ง ซึ่งเมื่อลงแล้ว ทั้งสองระบบสามารถทำงานพร้อมกันได้โดยแยกจากกันค่อนข้างเด็ดขาด (เสมือนเป็นคนละเครื่อง) โดยคอมพิวเตอร์เสมือนที่สร้างขึ้นมานั้น จะมีสภาพแวดล้อมเหมือนกับคอมพิวเตอร์จริงๆ เครื่องหนึ่ง ซึ่งจะประกอบด้วย พื้นที่ดิสก์ที่ใช้ร่วมกับพื้นที่ดิสก์ของเครื่องนั้นๆ การ์ดแสดงผล การ์ดเน็ตเวิร์ก พื้นที่หน่วยความจำซึ่งจะแบ่งการทำงานมาจากหน่วยความจำของเครื่องนั้นๆ เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปที่ 1 แสดงการใช้ระบบปฏิบัติการ Windows NT บน Windows XP&lt;br /&gt;..........ปัจจุบันโปรแกรม VMWare มีเวอร์ชันทั้งสำหรับการทำงานบน Windows และ Linux หากเครื่องท่านเป็น Windows ก็สามารถลองเวอร์ชันสำหรับ Windows ได้ โดยท่านสามารถเข้าไปโหลดโปรแกรมมาทดลองใช้งานได้ที่ URL &lt;a href="http://www.vmware.com/"&gt;http://www.vmware.com/&lt;/a&gt; แล้วเลือกที่ download และทำการดาวน์โหลด VMWare Workstation ซึ่งจะมีเวลาให้ทดลองใช้งานอยู่ที่ 30 วัน&lt;br /&gt;คุณสมบัติขั้นต่ำของเครื่องคอมพิวเตอร์ - CPU ความเร็วไม่ต่ำกว่า 500 MHz&lt;br /&gt;- หน่วยความจำขั้นต่ำ 256 MB&lt;br /&gt;- การ์ดแสดงผลแบบ 16 บิต หรือ 32 บิต&lt;br /&gt;- พื้นที่ดิสก์ในการลงโปรแกรม 80 MB สำหรับเวอร์ชัน Linux และ 150 MB สำหรับ Windows&lt;br /&gt;- พื้นที่ดิสก์ขนาดไม่ต่ำกว่า 1 GB ต่อการลงระบบปฎิบัติการ 1 ระบบ&lt;br /&gt;..........สำหรับข้อจำกัดของการทำงานบน VMWare ก็คือ VMWare จะสร้างสภาพแวดล้อมของฮาร์ดแวร์ต่างๆ ซึ่งเป็นของตัวโปรแกรม VMWare เอง ดังนั้นการใช้ฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์หลักและคอมพิวเตอร์เสมือนจะไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถที่จะติดตั้งไดรเวอร์ของฮาร์ดแวร์จริงๆ ให้กับคอมพิวเตอร์เสมือนที่ลงผ่านโปรแกรม VMWare ได้&lt;br /&gt;VMWare มีประโยชน์อย่างไร&lt;br /&gt;1. ใช้จำลองการทำงาน ระหว่าง Client และ Many Server Many OS&lt;br /&gt;2. คุณสามารถลง บน XP หรือ Linux ก็ได้&lt;br /&gt;3. สามารถทดสอบ กับ Client ใน Network หรือ กับ เครื่องเดียวกับ VM server ได้&lt;br /&gt;4. ประหยัดค่าใช้จ่าย&lt;br /&gt;หน้าตาของVMWare&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าตาของ VMWaer บนระบบปฎิบัติการเดิม&lt;br /&gt;แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม..&lt;br /&gt;1. &lt;a href="http://www.vmware.com/"&gt;http://www.vmware.com/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;a href="http://www.gits.net.th/knowledge/newsletter/ittrip/index.asp?MenuID=28&amp;amp;RootMenuID=8&amp;amp;book=6"&gt;http://www.gits.net.th/knowledge/newsletter/ittrip/index.asp?MenuID=28&amp;amp;RootMenuID=8&amp;amp;book=6&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3. &lt;a href="http://www.rmutclub.com/forums/index.php?action=printpage;topic=81.0"&gt;http://www.rmutclub.com/forums/index.php?action=printpage;topic=81.0&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4. &lt;a href="http://www.expert2you.com/article1/705/index.htm?page_no=1"&gt;http://www.expert2you.com/article1/705/index.htm?page_no=1&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;5. &lt;a href="http://www.blognone.com/node/4645"&gt;http://www.blognone.com/node/4645&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;6. &lt;a href="http://www.itdestination.com/resources/vmware/"&gt;http://www.itdestination.com/resources/vmware/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;7. &lt;a href="http://www.ubuntuclub.com/node/1062"&gt;http://www.ubuntuclub.com/node/1062&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-7110742902907236608?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/7110742902907236608/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=7110742902907236608' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/7110742902907236608'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/7110742902907236608'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/11/vmware.html' title='VMWare คืออะไร'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-8114241975070237923</id><published>2008-10-29T00:21:00.000-07:00</published><updated>2008-10-29T00:26:04.385-07:00</updated><title type='text'>ประวัติความเป็นมาระบบปฏิบัติการ Unix</title><content type='html'>&lt;script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;ในทศวรรษที่ 60 &lt;a title="สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C"&gt;สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์&lt;/a&gt; (MIT) , AT&amp;amp;T Bell Labs และบริษัท &lt;a class="new" title="General Electric (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=General_Electric&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;General Electric&lt;/a&gt; ได้ร่วมมือกันวิจัยระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า &lt;a class="new" title="Multics (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Multics&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;Multics&lt;/a&gt; (ย่อมาจาก Multiplexed Information and Computing Service) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำงานบนเครื่อง&lt;a class="mw-redirect" title="เมนเฟรม" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%A1"&gt;เมนเฟรม&lt;/a&gt;รุ่น GE-645 แต่ภายหลัง AT&amp;amp;T ได้ถอนตัวออกจากโครงการนี้Ken Thompson ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาในขณะนั้น ได้เขียนเกมบนเครื่อง GE-645 ชื่อว่าเกม Space Travel และพบปัญหาว่าเกมทำงานได้ช้ากว่าที่ควร เขาจึงย้ายมาเขียนเกมใหม่บนเครื่อง &lt;a class="new" title="PDP-7 (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=PDP-7&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;PDP-7&lt;/a&gt; ของบริษัท &lt;a class="new" title="DEC (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=DEC&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;DEC&lt;/a&gt; แทนด้วย&lt;a title="ภาษาแอสเซมบลี" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B5"&gt;ภาษาแอสเซมบลี&lt;/a&gt; โดยความช่วยเหลือของ &lt;a class="new" title="Dennis Ritchie (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Dennis_Ritchie&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;Dennis Ritchie&lt;/a&gt; ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ Thompson หันมาพัฒนาระบบปฏิบัติการบนเครื่อง PDP-7ระบบปฏิบัติการนี้มีชื่อว่า UNICS ย่อมาจาก Uniplexed Information and Computing System เนื่องจากว่าการออกเสียงสามารถสะกดได้หลายแบบ และพบปัญหาชื่อใกล้เคียงกับ Multics ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Unixการพัฒนายูนิกซ์ในช่วงนี้ยังไม่ได้รับความสนับสนุนด้านการเงินจาก Bell Labs เมื่อระบบพัฒนามากขึ้น Thompson และ Ritchie จึงสัญญาว่าจะเพิ่มความสามารถในการประมวลผลคำ (Word Processing) บนเครื่อง &lt;a class="new" title="PDP-11/20 (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=PDP-11/20&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;PDP-11/20&lt;/a&gt; และเริ่มได้รับการตอบรับจาก Bell Labs ในปี&lt;a class="mw-redirect" title="ค.ศ. 1970" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84.%E0%B8%A8._1970"&gt;ค.ศ. 1970&lt;/a&gt; ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์จึงได้รับการเรียกชื่ออย่างเป็นทางการ โปรแกรมประมวลผลคำมีชื่อว่า &lt;a class="new" title="Roff (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Roff&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;roff&lt;/a&gt; และหนังสือ UNIX Programmer's Manual ตีพิมพ์ครั้งแรกวันที่ &lt;a title="3 พฤศจิกายน" href="http://th.wikipedia.org/wiki/3_%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99"&gt;3 พฤศจิกายน&lt;/a&gt; &lt;a class="mw-redirect" title="ค.ศ. 1971" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84.%E0%B8%A8._1971"&gt;ค.ศ. 1971&lt;/a&gt;&lt;a class="mw-redirect" title="ค.ศ. 1973" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84.%E0%B8%A8._1973"&gt;ค.ศ. 1973&lt;/a&gt; ได้เขียนยูนิกซ์ขึ้นมาใหม่ด้วย&lt;a title="ภาษาซี" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B5"&gt;ภาษาซี&lt;/a&gt; ทำให้สะดวกต่อการนำยูนิกซ์ไปทำงานบนเครื่องชนิดอื่นมากขึ้น ทาง AT&amp;amp;T ได้เผยแพร่ยูนิกซ์ไปยังมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล โดยสัญญาการใช้งานเปิดเผยซอร์สโค้ด ยกเว้นเคอร์เนลส่วนที่เขียนด้วย&lt;a title="ภาษาแอสเซมบลี" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B5"&gt;ภาษาแอสเซมบลี&lt;/a&gt;ยูนิกซ์เวอร์ชัน 4,5 และ 6 ออกใน&lt;a class="mw-redirect" title="ค.ศ. 1975" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84.%E0%B8%A8._1975"&gt;ค.ศ. 1975&lt;/a&gt; ได้เพิ่มคุณสมบัติ pipe เข้ามา ยูนิกซ์เวอร์ชัน 7 ซึ่งเป็นเวอร์ชันสุดท้ายที่พัฒนาแบบการวิจัย ออกใน&lt;a class="mw-redirect" title="ค.ศ. 1979" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84.%E0%B8%A8._1979"&gt;ค.ศ. 1979&lt;/a&gt; ยูนิกซ์เวอร์ชัน 8,9 และ 10 ออกมาในภายหลังในทศวรรษที่ 80 ในวงจำกัดเฉพาะมหาวิทยาลัยบางแห่งเท่านั้น และเป็นต้นกำเนิดของระบบปฏิบัติการ &lt;a title="Plan 9" href="http://th.wikipedia.org/wiki/Plan_9"&gt;Plan 9&lt;/a&gt;&lt;a class="mw-redirect" title="ค.ศ. 1982" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84.%E0%B8%A8._1982"&gt;ค.ศ. 1982&lt;/a&gt; AT&amp;amp;T นำยูนิกซ์ 7 มาพัฒนาและออกขายในชื่อ &lt;a class="new" title="Unix System III (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Unix_System_III&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;Unix System III&lt;/a&gt; แต่บริษัทลูกของ AT&amp;amp;T ชื่อว่า Western Electric ยังคงนำยูนิกซ์รุ่นเก่ามาขายอยู่เช่นกัน เพื่อยุติความสับสนทางด้านชื่อ AT&amp;amp;T จึงรวมการพัฒนาทั้งหมดจากบริษัทและมหาวิทยาลัยต่างๆใน &lt;a class="new" title="Unix System V (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Unix_System_V&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;Unix System V&lt;/a&gt; ซึ่งมีโปรแกรมอย่าง &lt;a title="Vi" href="http://th.wikipedia.org/wiki/Vi"&gt;vi&lt;/a&gt; ที่พัฒนาโดย &lt;a title="Berkeley Software Distribution" href="http://th.wikipedia.org/wiki/Berkeley_Software_Distribution"&gt;Berkeley Software Distribution&lt;/a&gt; (BSD) จาก&lt;a title="มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2_%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C"&gt;มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์&lt;/a&gt; รวมอยู่ด้วย ยูนิกซ์รุ่นนี้สามารถทำงานได้บนเครื่อง &lt;a class="new" title="VAX (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=VAX&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;VAX&lt;/a&gt; ของบริษัท DECยูนิกซ์รุ่นที่เป็นการค้าไม่เปิดเผยซอร์สโค้ดอีกต่อไป ทางมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ จึงพัฒนายูนิกซ์ของตัวเองต่อเพื่อเป็นทางเลือกกับ System V การพัฒนาที่สำคัญที่สุดคือเพิ่มการสนับสนุนโพรโทคอลสำหรับเครือข่าย &lt;a class="mw-redirect" title="TCP/IP" href="http://th.wikipedia.org/wiki/TCP/IP"&gt;TCP/IP&lt;/a&gt; เข้ามาบริษัทอื่นๆ เริ่มพัฒนายูนิกซ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบของตนเอง โดยส่วนมากใช้ยูนิกซ์ที่ซื้อสัญญามาจาก System V แต่บางบริษัทเลือกพัฒนาจาก BSD แทน หนึ่งในทีมพัฒนาของ BSD คือ &lt;a class="mw-redirect" title="Bill Joy" href="http://th.wikipedia.org/wiki/Bill_Joy"&gt;Bill Joy&lt;/a&gt; มีส่วนในการสร้าง &lt;a class="mw-redirect" title="SunOS" href="http://th.wikipedia.org/wiki/SunOS"&gt;SunOS&lt;/a&gt; (ปัจจุบันคือ &lt;a title="โซลาริส" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA"&gt;โซลาริส&lt;/a&gt;) ของบริษัท&lt;a class="mw-redirect" title="ซัน ไมโครซิสเต็มส์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%99_%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%8C"&gt;ซัน ไมโครซิสเต็มส์&lt;/a&gt;&lt;a class="mw-redirect" title="ค.ศ. 1981" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84.%E0%B8%A8._1981"&gt;ค.ศ. 1981&lt;/a&gt; ทีมพัฒนา BSD ได้ออกจากมหาวิทยาลัยและก่อตั้งบริษัท Berkeley Software Design, Inc (BSDI) เป็นบริษัทแรกที่นำ BSD มาขายในเชิงการค้า ในภายหลังเป็นต้นกำเนิดของระบบปฏิบัติการ &lt;a title="FreeBSD" href="http://th.wikipedia.org/wiki/FreeBSD"&gt;FreeBSD&lt;/a&gt;, &lt;a title="OpenBSD" href="http://th.wikipedia.org/wiki/OpenBSD"&gt;OpenBSD&lt;/a&gt; และ &lt;a title="NetBSD" href="http://th.wikipedia.org/wiki/NetBSD"&gt;NetBSD&lt;/a&gt;AT&amp;amp;T ยังคงพัฒนาความสามารถต่างๆ เข้าสู่ยูนิกซ์ System V และรวมเอา &lt;a class="new" title="Xenix (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Xenix&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;Xenix&lt;/a&gt; (ยูนิกซ์ของบริษัท&lt;a title="ไมโครซอฟท์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%97%E0%B9%8C"&gt;ไมโครซอฟท์&lt;/a&gt;) , BSD และ SunOS เข้ามารวมใน &lt;a class="new" title="System V Release 4 (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=System_V_Release_4&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;System V Release 4&lt;/a&gt; (SVR4) เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวสำหรับลูกค้า ซึ่งเพิ่มราคาขึ้นอีกมากหลังจากนั้นไม่นาน AT&amp;amp;T ขายสิทธิ์ในการถือครองยูนิกซ์ให้กับบริษัท&lt;a class="new" title="โนเวลล์ (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;โนเวลล์&lt;/a&gt; และโนเวลเองได้สร้างยูนิกซ์ของตัวเองที่ชื่อ &lt;a class="new" title="UnixWare (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=UnixWare&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;UnixWare&lt;/a&gt; ซึ่งพัฒนามาจากระบบปฏิบัติการ &lt;a title="NetWare" href="http://th.wikipedia.org/wiki/NetWare"&gt;NetWare&lt;/a&gt; เพื่อแข่งกับระบบปฏิบัติการ&lt;a title="วินโดวส์เอ็นที" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5"&gt;วินโดวส์เอ็นที&lt;/a&gt;ของไมโครซอฟท์&lt;a class="mw-redirect" title="ค.ศ. 1995" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84.%E0%B8%A8._1995"&gt;ค.ศ. 1995&lt;/a&gt; โนเวลขายส่วนต่างๆ ของยูนิกซ์ให้กับบริษัท &lt;a class="new" title="Santa Cruz Operation (ยังไม่ได้สร้าง)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Santa_Cruz_Operation&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;Santa Cruz Operation&lt;/a&gt; (SCO) โดยโนเวลยังถือลิขสิทธิ์ของยูนิกซ์ไว้ &lt;a class="mw-redirect" title="ค.ศ. 2000" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84.%E0%B8%A8._2000"&gt;ค.ศ. 2000&lt;/a&gt; SCO ขายสิทธิ์ส่วนของตนเองให้กับบริษัท Caldera ซึ่งเปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น SCO Group ซึ่งเป็นสาเหตุในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์กับ&lt;a title="ลินุกซ์" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C"&gt;ลินุกซ์&lt;/a&gt;ที่มา : &lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C"&gt;http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-8114241975070237923?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/8114241975070237923/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=8114241975070237923' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/8114241975070237923'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/8114241975070237923'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/10/unix.html' title='ประวัติความเป็นมาระบบปฏิบัติการ Unix'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-8727008329780683503</id><published>2008-10-26T23:35:00.000-07:00</published><updated>2008-10-26T23:38:03.623-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Link E-Laerning'/><title type='text'>คำอธิบายรายวิชา และ E-Learning</title><content type='html'>คำอธิบายรายวิชาระบบปฏิการ 2 (Operating Systems 2 )รหัสวิชา 4121402ศึกษาหน้าที่และการดำเนินงานของระบบปฏิบัติการ เกี่ยวกับจัดการหน่วยความจำหน่วยประมวลผลกลาง การจัดแฟ้มข้อมูล หน่วยรับและแสดงผลข้อมูลในลักษณะของผู้ใช้คนเดียว งานเดียวและใช้หลายคนหลายงานพร้อมกัน รวมทั้งการสื่อสารระหว่างขบวนการ (Interprocess Communication : IPC)E-Learning&lt;br /&gt;1.&lt;a href="http://banrong.blogspot.com/2008/02/4-unix.html"&gt;http://banrong.blogspot.com/2008/02/4-unix.html&lt;/a&gt;แหล่งที่มา Blog banrong.blogspot.com&lt;br /&gt;2.&lt;a href="http://nanotech.sc.mahidol.ac.th/c/unix/index.htm"&gt;http://nanotech.sc.mahidol.ac.th/c/unix/index.htm&lt;/a&gt;แหล่งที่มา เวปไซต์ CIMS&lt;br /&gt;3.&lt;a href="http://learners.in.th/blog/bankeducation/160518"&gt;http://learners.in.th/blog/bankeducation/160518&lt;/a&gt;แหล่งที่มา Blog Alongkorn Pattama&lt;br /&gt;4.&lt;a href="http://www.cs.psu.ac.th/intro_com/Files/Newบทที่5.1.doc"&gt;http://www.cs.psu.ac.th/intro_com/Files%5CNewบทที่5.1.doc&lt;/a&gt;ที่มา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;5.&lt;a href="http://www.compsci.buu.ac.th/~krisana/310222/exercise/lab-01.doc"&gt;http://www.compsci.buu.ac.th/~krisana/310222/exercise/lab-01.doc&lt;/a&gt;แหล่งที่มา มหาวิทยาลัยบูรพา คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;6.&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/ยูนิกซ์"&gt;http://th.wikipedia.org/wiki/ยูนิกซ์&lt;/a&gt;แหล่งที่มา วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี&lt;br /&gt;7. &lt;a href="http://payamand.212cafe.com/archive/2008-06-17/os-2"&gt;http://payamand.212cafe.com/archive/2008-06-17/os-2&lt;/a&gt;แหล่งที่มา Blog payamand.212cafe.com&lt;br /&gt;8.&lt;a href="http://www.thaiabc.com/os/histunix.htm"&gt;http://www.thaiabc.com/os/histunix.htm&lt;/a&gt;แหล่งที่มา เวปไซต์เพื่อการศึกษา Thaiabc.com&lt;br /&gt;9.&lt;a href="http://computer.rru.ac.th/ln1/courses/6/lecture01.ppt"&gt;http://computer.rru.ac.th/ln1/courses/6/lecture01.ppt&lt;/a&gt;แหล่งที่มา มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์10.&lt;a href="http://cptd.chandra.ac.th/rawin/os2.html"&gt;http://cptd.chandra.ac.th/rawin/os2.html&lt;/a&gt;แหล่งที่มา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม คณะวิทยาศาสตร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-8727008329780683503?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/8727008329780683503/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=8727008329780683503' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/8727008329780683503'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/8727008329780683503'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/10/e-learning.html' title='คำอธิบายรายวิชา และ E-Learning'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-8023326502329036789</id><published>2008-10-26T23:29:00.000-07:00</published><updated>2008-10-26T23:34:53.082-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทั่วไป'/><title type='text'>แนะนำตัวครับ</title><content type='html'>รหัสประจำตัวนักศึกษา 5012252216ชื่อ-สกุล นายสมพร  เทาศิริ ชื่อเล่น อ้น (AONkimji)เพื่อนสนิท1. นาย เชษฐพล หอมจันทร์ (เชษ) Tol. 0862580340.นายกฤษฎายุทธ ดาวงษ์ (Noom)Blog : sasyman4@gmail.com  Email : taosiri_aon&lt;a href="mailto:taosiri_aon@hotmail.com"&gt;@hotmail.com&lt;/a&gt;เบอร์โทรศัพท์ 0876540762&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-8023326502329036789?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/8023326502329036789/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=8023326502329036789' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/8023326502329036789'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/8023326502329036789'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/10/blog-post.html' title='แนะนำตัวครับ'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-814855453378045237.post-986545135817839044</id><published>2008-07-26T02:19:00.000-07:00</published><updated>2008-07-26T02:22:24.398-07:00</updated><title type='text'>ท่องเที่ยวน้ำตกห้วยจันทร์ น้ำตกสำโรงเกียรติ์</title><content type='html'>ข้อมูลทั่วไป เนื่องจากมีผู้พบกูปรีหรือโคไพร ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ ในบริเวณป่าพนมดงรัก ทางกรมป่าไม้ได้มองเห็นความสำคัญของป่าบริเวณนี้ เพราะยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ติดชายแดนกัมพูชาจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการสำรวจและกำหนดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก โดยประกาศเป็นราชกฤษฎีกา ลงในราชกิจจานุเบกษา หน้า ๑๐ เล่ม ๙๕ ตอนที่ ๑๔๑ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลโนนสูง ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ และบางส่วนของ ตำบลละลาย ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ รวมพื้นที่ทั้งหมด ๓๑๖ ตารางกิโลเมตร หรือ ๑๙๗,๕๐๐ ไร่ ลักษณะภูมิประเทศ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ตั้งอยู่ที่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาซับซ้อน ติดต่อกันเป็นเทือก เรียกว่าเทือกเขาพนมดงรัก ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ พนมอำปืน สูง ๖๙๔ เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยทา ห้วยตะแบง ห้วยขยุง ห้วยสังกต ฯลฯ เป็นต้นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก มีอาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับ ห้วยทา ห้วยตาเมิน ห้วยขยุง พลาญหินโดนเตีย บ้านซำเม็งและบ้านโนนเจริญ ทิศใต้ ติดกับ ประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ทิศตะวันออก ติดกับ ห้วยอะมาเรีย ทิศตะวันตก ติดกับ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา ลักษณะภูมิอากาศ อากาศจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล อุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายน ประมาณ ๓๔ ํ เซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเดือนมกราคม ประมาณ ๑๖ ํ เซลเซียส มีฝนตกพอประมาณ พืชพรรณและสัตว์ป่า ป่าบริเวณนี้ประกอบด้วย ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง พรรณไม้มี ยาง ตะเคียน ประดู่ พยุง ตะแบก สมพง เขล็ง ลำดวน ขนุนป่า มะม่วงป่า ขว้าว มะค่า ชิงชัน นนทรี พันจำ ฯลฯ เป็นต้น ไม้พื้นล่างเป็นพวกลูกไม้ต่าง ๆ มอส เฟิร์น หวาย กระแซงซึ่งเป็นพรรณไม้โบราณ ฯลฯ สัตว์ป่าที่พบเห็นอยู่ทั่วไป คือ หมูป่า เก้ง กวาง กระจง ชะนื ไก่ป่า หมี ไก่ฟ้า ชะมด กระต่าย นกชนิดต่าง ๆ และสัตว์ป่าที่คาดว่าจะเหลืออยู่ในบริเวณนี้คือ กูปรีหรือโคไพร ซึ่งเป็นสัตว์ป่าที่เกือบจะสูญพันธุ์แล้ว แหล่งท่องเที่ยว ๑. น้ำตกสำโรงเกียรติ อยู่ในท้องที่บ้านสำโรงเกียรติ ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นจุดที่ตั้งของสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม มีความสูงประมาณ ๕ เมตร มีลานสำหรับเล่นน้ำยาวประมาณ ๒๐๐ เมตร มีน้ำมากประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!--
google_ad_client = "pub-5560620736389130";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 10/28/08 */
google_ad_slot = "1285719505";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//--&gt;
&lt;/script&gt;
&lt;script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt;
&lt;/script&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/814855453378045237-986545135817839044?l=siambass.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://siambass.blogspot.com/feeds/986545135817839044/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=814855453378045237&amp;postID=986545135817839044' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/986545135817839044'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/814855453378045237/posts/default/986545135817839044'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://siambass.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='ท่องเที่ยวน้ำตกห้วยจันทร์ น้ำตกสำโรงเกียรติ์'/><author><name>aon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00866836620253445755</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
