วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
On 05:00 by EForL No comments
การติดต่อสื่อสารกันของมนุษย์เริ่มต้นจากภาษาพูดและภาษาเขียน
ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องระยะทาง ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ แซมมวล มอร์ส
ประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดที่กล่าวมานี้
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า...
ภรรยาของมอร์สเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย
ในขณะที่มอร์สเองอยู่ต่างจังหวัด
แม้มีคนเขียนจดหมายมาบอกให้กลับมารวมงานศพแต่กว่าที่เขาจะทราบข่าวศพก็ถูกฝังไปเรียบร้อยแล้ว
เขาเลยรำพึงในใจว่า "อะไรมันจะล้าช้าซะขนาดนี้
มันน่าจะเครื่องมืออะไรสักอย่างหนึ่งที่ทำให้คนสามารถพูดคุยกันข้ามจังหวัดได้"
ต่อมาเขาได้สร้างเครื่องโทรเลขที่สามารถสื่อสารกันในระยะไกลได้
แล้วก็มีคนมาต่อยอดความคิดเรื่อยๆ
จนกลายมาเป็นสมาทโฟนอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้นี่เองวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558
On 20:27 by EForL No comments
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ในบางครั้งเราอาจเจอข้อมูลที่สำคัญแต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เลยปล่อยผ่าน
เมื่อถึงคราวต้องใช้กลับหาไม่เจอ หรือหาเจอแต่ต้องใช้เวลานานมาก
หากรับข้อมูลโดยไม่มีการจัดระบบความคิดที่ดี ย่อมส่งผลต่อการเรียนรู้
และความจำได้ ดังนั้น
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราทุกคนควรจะมีเครื่องมือจัดการความคิด
และจัดการกับข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ทักษะง่าย ๆ
นั้นก็คือการเขียน Mind Map สำหรับใครที่ยังไม่เคยเขียน ก็ไม่ใช้ปัญหาเพราะวันนี้ได้หาตัวอย่างและข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซที่ให้ความเรื่อง
Mind Map มาฝาก
ภาพตัวอย่างการเขียน Mind Map
เว็บไซต์เขียน Mind Map ที่เจ๋งและง่ายที่สุด
www.xmind.net
www.mindmeister.com
ลองเข้าไปหาข้อมูลดูน่ะครับ
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ทำไมต้องเอาหญ้าแพรก
ดอกมะเขือ และข้าวตอก มาไหว้ครู
คนโบราณมักถือคติที่ว่าทำอะไรต้องให้เกิดปัญญา
เวลาจัดพิธีไหว้ครูก็ต้องให้เกิดปัญญาสิ่งของที่ใช้ในการไหว้ครูจึงมีการแทรกปรัชญาไว้เตือนสติผู้เป็นลูกศิษย์ให้ได้คิดด้วยว่า
การที่ลูกศิษย์จะมาศึกษาศิลปะวิชาอะไรซักอย่างหนึ่งจากครูนั้น
จะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยที่สุด ๓ อย่าง เหมือนสิ่งของที่เอามาไหว้นี้คือ
๑.
หญ้าแพรก มีคุณสมบัติทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ทนต่อการเหยียบย่ำ
เปรียบเหมือนกับว่าคนที่จะมาเป็นลูกศิษย์ก็ต้องมีความอดทนต่อคำแนะนำสั่งสอนของครูให้ได้
คนที่ทนต่อคำแนะนำสั่งสอนไม่ได้ย่อมไม่อาจเจริญเติบโตในเส้นทางของการศึกษาได้
๒.
ดอกมะเขือ มีคุณสมบัติพิเศษคือ แม้ดอกพึ่งจะผลิออกมาก็จะน้อมลงเสมอ
เปรียบได้กับคนที่จะมาเป็นลูกศิษย์นอกจากจะมีความอดทนแล้ว ต้องรู้จักอ่อนน้อม
ถ่อมตน เป็นคนสุภาพเรียบร้อยด้วย ศิษย์ที่ไม่มีความอ่อนน้อม ไม่มีสัมมาคารวะ
ย่อมทำให้ครูไม่ยากถ่ายทอด วิชาความรู้ให้
เมื่อเป็นดังนี้โอกาสที่ลูกศิษย์จะได้วิชาเอาใช้ในการประกอบอาชีพก็ย่อมไม่มี
๓.ข้าวตอก
เนื่องจากข้าวตอกเกิดจากข้าวเปลือกที่คั่วด้วยไฟอ่อน ๆ ในระหว่างที่คั่วนั้น
จะมีตัวที่กระเด็นออกนอกกระทะกลายเป็นเศษอาหาร ส่วนตัวที่ยังอยู่ในกระทะ
ก็สามารถนำไปประกอบพิธีกรรม หรือทำขนมต่าง ๆ ได้
ดังนั้นข้าวตอกจึงเป็นสัญลักษณ์ของคนที่อยู่ในกรอบ มีระเบียบวินัย
หากใครสามารถทำตามกฎระเบียบ เอาชนะความซุกซนและความเกียจคร้านของตัวเอง
ก็จะสามารถนำพาตนเองไปสู่ความสำเร็จได้
คุณสมบัติเบื้องต้นทั้ง
๓ ประการที่กล่าวมานี้ ถ้าผู้เป็นลูกศิษย์ไม่มีก็ยากที่เอาดีได้แม้ได้
เจอครูดี
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558
คนที่จะมาทำหน้าที่เป็นครูผู้สอน
มิใช่ว่านึกยากจะเป็นก็เป็นกันได้ง่าย ๆ ครูจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ดี มีศิลปะในการถ่ายทอดความรู้
มีความประพฤติดีน่าเคารพยกย่อง และมีจิตวิญญาณมุ่งมั่นที่จะสอนผู้อื่นให้มีความรู้ดีประพฤติชอบให้ได้อีกด้วย
หากมิเช่นนั้นแล้วความเป็นครูผู้สอนก็จะมีสภาพไม่ต่างไปจากอาชีพรับจ้างทั่ว ๆ ไป จากประสบการณ์และการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนมากมาย
จึงขอสรุปลักษณะของครูที่ดีไว้เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
1.
ครูที่ดีต้องให้เกียรตินักเรียน
ครูที่ดีควรรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนอย่างจริงใจ
เพื่อให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดความรู้สึกของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เป็นการสอนให้เด็กๆ
รู้จักฟังความเห็นของคนอื่นด้วย ครูเช่นนี้จะสร้างบรรยากาศน่าเรียนรู้ให้กับห้องเรียน
2.
ทำให้นักเรียนผูกพันและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน
ครูที่จะสร้างห้องเรียนที่ประหนึ่งชุมชนเล็กๆที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลและร่วมมือกัน
ในชุมชนนี้มีกฎระเบียบที่ต้องเคารพ และมีหน้าที่ที่แต่ละคนต้องทำ นักเรียนแต่ละคนจะรู้สึกว่าตนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของห้องเรียน
ซึ่งจะทำให้เด็กๆรู้ว่านอกจากครูแล้วพวกเขายังมีเพื่อนๆ ที่จะพึ่งพาอาศัยกันได้ตลอดเวลา
3.
มีความอารี กระตือรือร้น และเอาใจใส่
ครูที่ดีจะเปิดกว้างกับทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือเพื่อนร่วมงาน ครูเช่นนี้จะเป็นคนที่นักเรียนรู้ว่าสามารถมาหาได้เมื่อพวกเขามีปัญหา
หรือแม้แต่จะมาเล่าเรื่องตลกให้ฟังเฉยๆ ก็ตาม พวกเขาจะเป็นผู้ฟังที่ดี และสามารถสละเวลาอันยุ่งเหยิงมาให้คนที่กำลังเดือดร้อนได้เสมอ
ถ้าครูมีปัญหาส่วนตัว นักเรียนจะดูไม่ออกเลย เพราะครูเหล่านี้จะเก็บปัญหาส่วนตัวไว้นอกโรงเรียนเสมอ
4.
เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนทุกคน
ครูคนนี้จะรู้ว่าความความหวังของครูที่มีต่อนักเรียนส่งผลต่อความสำเร็จของนักเรียนเสมอ
ยิ่งครูคาดหวัง เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนมากเท่าไหร่ นักเรียนก็มักจะประสบความสำเร็จในการเรียนมากขึ้น
5.
รักที่จะเรียนรู้
นอกจากรักที่จะเรียนรู้แล้ว
ยังนำความรักในการศึกษารวมเข้ากับสื่อการสอน มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน ครูจะต้องเป็นนักเดินทางสายอาชีพนี้
ที่คอยแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และเสาะหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับนักเรียนเสมอ ครูคนนี้จะต้องกล้าที่จะเรียนรู้เทคนิคการสอนใหม่ๆ
หรือนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในห้องเรียน และเป็นผู้แบ่งปันความรู้ใหม่ๆให้กับเพื่อนร่วมงานเสมอ
6.
ต้องเป็นผู้นำที่ดี
ครูที่ดีจะตั้งเป้าไปที่ทีมเวิร์ค
และการตัดสินใจของทีม รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่ม ครูที่ดีจะถ่ายทอดความเป็นผู้นำไปยังนักเรียน
โดยการให้โอกาสนักเรียนแต่ละคนผลัดกันเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในชั้นเรียนบ้าง
7. สามารถพลิกแพลงได้
การสอนบางวิธีอาจใช้ไม่ได้ผลอย่างที่คิด
ครูจึงต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนวิธีการสอนได้ โดยการประเมินการสอนของตัวเองตลอดคาบเรียน
และค้นหาวิธีใหม่ๆ สื่อการสอนใหม่ๆ มาอธิบาย จนแน่ใจว่านักเรียนทุกคนเข้าใจคอนเซปต์ของบทเรียน
8.
ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานได้
ไม่อายที่จะถามความเห็นและขอความช่วยเหลือจากครูคนอื่น
ครูเช่นนี้จะมองการร่วมมือว่าเป็นการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมสายอาชีพเดียวกัน พวกเขารู้จักที่จะใช้คำวิจารณ์และคำแนะนำที่ได้มาในการพัฒนาตัวเองต่อไป
9.
มีความเป็นมืออาชีพตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์การแต่งกายไปจนถึงทักษะการจัดการและการเตรียมพร้อมในแต่ละวัน
ทักษะการพูด การเจรจาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับผู้บังคับบัญชา
นักเรียน หรือเพื่อนร่วมงาน พวกเขาจะเป็นที่เคารพของคนรอบข้างเพราะบุคลิกที่เป็นมืออาชีพ
บางคนอาจจะมีพรสวรรค์ในการเป็นครูติดมากับตัวอยู่แล้ว
ในขณะที่หลายๆคนก็ต้องทำงานหนักเพื่อที่จะได้ชื่อว่าเป็นครูที่ดี แต่อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่ได้นั้นยิ่งใหญ่คุ้มค่ากับความพยายาม
ลองนึกภาพนักเรียนที่โตไปประสบความสำเร็จแล้วพูดถึงคุณในฐานะครูที่ดีที่สุดเขาสมัยเรียนสิ
ผลที่ได้ตรงนี้มันคุ้มค่าขนาดไหน
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
On 02:54 by EForL in #Education #Life #ข้อคิด #ศาสนา #การศึกษา No comments
เด็กไทยเรียนหนักแค่ไหน ?
ตอบ: หนักที่สุดในโลก
หากพิจารณาข้อมูลของ UNESCO แสดงจำนวนชั่วโมงเรียนต่อปีของนักเรียนในระดับอายุ
9 – 13 ปีในแต่ละประเทศ จะพบว่า
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 2 ในระดับอายุ 9 ปี 1,080 ชั่วโมงต่อปี
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 1 ในระดับอายุ 10 ปี 1,200 ชั่วโมงต่อปี
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 1 ในระดับอายุ 11 ปี 1,200 ชั่วโมงต่อปี
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 5 ในระดับอายุ 12 ปี 1,167 ชั่วโมงต่อปี
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 8 ในระดับอายุ 13 ปี 1,167 ชั่วโมงต่อปี
“ผู้ใหญ่” ในวันนี้ซึ่งล้วนเคยเป็นเด็กนักเรียนมาก่อน
น่าจะทราบดีว่าคุณภาพของการศึกษาไม่ได้ขึ้นกับจำนวนชั่วโมงเรียนเพียงอย่างเดียว
คำถามก็คือเวลาเราพูดเรื่องการจัดการศึกษา หรือคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยนั้น
เราได้ดูหรือไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นอย่างไร
องค์ความรู้ในอบรมสั่งสอนเด็ก ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร
สุดท้ายทัศนคติที่ว่าเด็กต้องไปอยู่ในโรงเรียนเพราะผู้ปกครองได้มอบหมายให้โรงเรียนเป็นผู้บริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างแล้วควรต้องเปลี่ยน
มิเช่นนั้นเด็กไทยคงได้แชมป์ในการเรียนหนักมากที่สุดในโลกแบบนี้ไปอีกหลายสมัยกันเลยทีเดียว
อ้างอิงข้อมูล:
http://whereisthailand.info/2012/01/pupils-class-hours/วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558
เราเป็นประเทศประชาธิปไตย ลักษณะที่เด่นชัดอย่างหนึ่งของระบอบนี้คือ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”
ถ้าผมเป็นนักการเมืองที่ดีผมจะกำหนดนโยบายระยะยาวไว้ว่า
- ประชาชนภายในประเทศจะต้องไม่จน
- เด็กจะต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานคือจบปริญญาตรี
- ไทยจะต้องได้เป็นมหาอำนาจของโลกในด้านการส่งออกสิ้นค้าทางการเกษตร
การท่องเที่ยวและการบริการ ทุกประเทศต้องหันมาลงทุนกับเราในฐานะประเทศอู่ข้าวอู่น้ำของโลก
สิ่งที่กล่าวมานี้ ไม่เกินความเป็นจริงถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญกับ
“ทุนทางปัญญา” ของประชาชนในประเทศ
ทุนทางปัญญาคือ ความรู้ ความสามารถ
และทักษะในการสืบค้นข้อมูลอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญอีกประการที่ต้องมาควบคู่กับทุนทางปัญญานั้นก็คือ
หลักมนุษยธรรม (สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์) ได้แก่
๑. มนุษย์ต้องไม่ฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองแม้ในสิ่งมีชีวิตร่วมโลกเดียวกันกับเรา
๒.มนุษย์ต้องไม่ถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของยังไม่ได้ให้
๓. ไม่ผิดลูกผิดเมียของผู้อื่น
๔. มนุษย์ต้องมีวาจาสัจจริง พูดอย่างไรทำอย่างนั้น
ทำอย่างไรพูดอย่างนั้น
๕. มนุษย์ไม่ทำร้ายร่างกายตนเองด้วยการเติมยาเสพติดเข้าไปในร่างกาย
เมื่อทุกคนในชาติมีทุนทางปัญญาและมีหลักมนุษยธรรม ย่อมสามารถหยิบเอาทรัพยากรอย่างอื่นมาใช้ให้เกิดผลตอบแทนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นำพาประเทศไปสู่ความเป็นมหาอำนาจของโลกได้อย่างง่ายดาย
ในทางตรงกันข้ามถ้าผมเป็นนักการเมืองที่เลว ผมจะผูกขาดความรู้เอาไว้หรือไม่ส่งเสริมทางด้านการศึกษาและทำลายมนุษยธรรมของมนุษย์
เช่นการให้ยาเสพติดเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เป็นต้น เมื่อเป็นดังนี้ระบอบประชาธิปไตยย่อมเป็นเครื่องให้คนมีความรู้เอาเปรียบคนที่ไม่มีความรู้
สมดังคำกล่าวที่ว่า “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” อย่างแน่นอน
(ที่กล่าวมานี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว)
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558
On 01:51 by EForL No comments
หญิงสาวชาวเหนือแต่งงานกับหนุ่มใต้ ฝ่ายหญิงไม่ทานเผ็ด
แต่หนุ่มใต้ขาดเผ็ดไม่ได้
มีอยู่วันหนึ่ง ฝ่ายหญิงไปเยี่ยมบ้านของฝ่ายชาย
พ่อของฝ่ายชายชอบทานเค็มมากและในวันนั้นพ่อของสามีเป็นคนทำอาหาร
เมื่อถึงเวลาทานรับประทานอาหาร
คุณแม่ของสามีถือถ้วยใส่น้ำร้อนมาใบหนึ่ง ก่อนทานแม่ของสามีจะคีบอาหารผ่านน้ำร้อนในถ้วยก่อนแล้วจึงรับนำเข้าปาก
เธอสังเกตสิ่งที่แม่ของสามีทำจึงเข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่จึงอยู่กันได้ยืดยาว
วันต่อมา เธอทำอาหารที่สามีชอบทาน
แน่นอน แต่ละอย่างมีรสเผ็ดจัดจ้าน แต่ตรงหน้าของเธอ มีน้ำร้อนอยู่ถ้วยหนึ่ง สามีของเธอเห็นภรรยาคีบอาหารผ่านน้ำร้อนแล้วก็ทานอย่างเอร็ดอร่อย
วันต่อมา สามีของเธออาสาทำอาหารบ้าง แต่อาหารที่เขาปรุงไม่มีอะไรที่เผ็ดเลยสักอย่าง
แต่ว่า ตรงหน้าของเขา มีจานเล็ก ๆ ที่มีพริกอยู่เต็มจาน
ทุกครั้งที่เขาตักข้าวเข้าปาก เขาก็จะหยิบพริกในจานนั้นตามเข้าปากไปด้วย
ทุกคำข้าวอร่อยเหมือนเดิม...
นี้คือเรื่องที่มีแต่ในละครหลังข่าว
ในชีวิตแทบจะไม่มีผู้หญิงหรือผู้ชายคนไหนที่เลือกคู่สมรถของตนเองที่มีรสนิยมแตกต่างกันขนาดนี้
(กรณีที่เลือกได้) แต่กรณีที่เลือกคู่ชีวิตไม่ได้หรือไม่ให้ความสำคัญกับการเลือกคู่ชีวิต
เมื่อเจอคู่ชีวิตมีรสนิยมด้านต่าง ๆ แตกต่างกันมากย่อมอยู่ด้วยกันได้ไม่ยืนยาว
ทำอย่างไรให้รักกันนาน ๆ
สิ่งที่ส่งเสริมให้ชีวิตสมรสทุกคู่มีความสุข
ราบรื่น มั่นคงยืนยาว มีด้วยกัน 4 ข้อ ดังนี้
1. มีความเชื่อไปในแนวทางเดียวกัน เช่น ถือศาสดาองค์เดียวกัน
เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบากกรรมด้วยกัน เชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบนเหมือน ๆ กัน
เชื่อแนวทางในการดำรงชีวิตรูปแบบเดียวกัน เป็นต้น
ถ้าหากศรัทธาไม่ตรงกันก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็คุยกันได้ไม่นาน
เมื่อคุยกันได้ไม่นานก็เบื่อกันเร็ว อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น
ไม่จำเพาะเฉพาะคู่รักเท่านั้น
ขนาดเพื่อนกันแต่เชื่อไม่เหมือนกันยังยากที่จะเป็นเพื่อนสนิทเลยครับ
2. มีข้อประพฤติปฏิบัติเสมอกัน คือ
มีความคิดงดเว้นข้อประพฤติผิดแบบเดียวกัน เป็นเหตุให้ไม่รังเกียจหรือหมั่นไส้กัน
เพราะศีลที่ร่วมรักษาให้บริสุทธิ์ดีแล้วย่อมทำหน้าที่สร้างความอบอุ่นเชื่อมั่นในกันและกัน
สนิทใจ ไว้วางใจกันเป็นมั่นเหมาะ
3. นิสัยในการแบ่งปันเสมอกัน (จาคะ)
อย่างน้อยต้องเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกันในทางใดทางหนึ่ง เช่น อีกฝ่ายสละเงินให้ใช้
อีกฝ่ายสละแรงปรนนิบัติ เป็นต้น การเอารัดเอาเปรียบเกิดจากจาคะที่ไม่เสมอกัน
ยิ่งหากต่างฝ่ายต่างคิดเจือจานคนอื่น
เห็นข้าวของอะไรไม่ใช้แล้วก็คิดตรงกันว่าน่าบริจาคแก่คนที่เขาไม่มี อย่างนี้ยิ่งไปกันได้
มีโอกาสร่วมบุญกันบ่อย ๆ ยิ่งให้คนอื่นมากก็ยิ่งได้ความสุข
จาคะที่ร่วมกันยินดีโดยพร้อมเพรียงย่อมก่อความรู้สึกซึ้งใจ
เหมือนอยู่ด้วยกันจะเป็นที่พึ่งให้กัน ปลอดภัยร่วมกัน เป็นคู่ครองที่ดี
4. มีปัญญาเสมอกัน คือ คุยกันรู้เรื่องพูดภาษาเดียวกัน
หรืออย่างน้อยเป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่พูดคนละภาษา ฝ่ายหนึ่งทำก่อนคิด
อีกฝ่ายคิดก่อนทำ หรือฝ่ายหนึ่งเอาอารมณ์พูด อีกฝ่ายพูดด้วยสติปัญญา
ถ้ารสนิยมเสนอกันอย่างนี้ รับรองได้เป็นกิ่งทองใบหยกอย่างที่แขกผู้มาร่วมในวันแต่งงาน
อวยพรให้อย่างแน่นอน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Search
สนับสนุนผู้เขียน
เสียงเพรียกแห่งธรรม
บทความยอดนิยม
บทความทั้งหมด
- สิงหาคม 2018 (1)
- สิงหาคม 2016 (1)
- กรกฎาคม 2016 (1)
- มิถุนายน 2016 (5)
- เมษายน 2016 (1)
- มีนาคม 2016 (3)
- มกราคม 2016 (1)
- พฤศจิกายน 2015 (3)
- ตุลาคม 2015 (2)
- สิงหาคม 2015 (1)
- กรกฎาคม 2015 (1)
- มิถุนายน 2015 (3)
- พฤษภาคม 2015 (1)
- เมษายน 2015 (1)
- มีนาคม 2015 (1)
- ธันวาคม 2014 (5)
- พฤศจิกายน 2014 (4)
- พฤศจิกายน 2009 (4)
- มิถุนายน 2009 (5)
- กุมภาพันธ์ 2009 (2)
- มกราคม 2009 (4)
- พฤศจิกายน 2008 (7)
- ตุลาคม 2008 (2)
- กรกฎาคม 2008 (1)
สถิติผู้เข้าชม
ชีวิตไม่ใช่ เครื่องจักรมันมีความซับซ้อนมีความสดใส ร่าเริงมองโลกในแบบต่างๆรักอิสระ รักพวกพ้อง และมีปัญหาหลากหลาย ต้องการใครสักคน มาให้คำตอบเพื่อเป็นแนวทาง ในการดำเนินชีวิต













