วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558
On 20:27 by EForL No comments
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ในบางครั้งเราอาจเจอข้อมูลที่สำคัญแต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เลยปล่อยผ่าน
เมื่อถึงคราวต้องใช้กลับหาไม่เจอ หรือหาเจอแต่ต้องใช้เวลานานมาก
หากรับข้อมูลโดยไม่มีการจัดระบบความคิดที่ดี ย่อมส่งผลต่อการเรียนรู้
และความจำได้ ดังนั้น
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราทุกคนควรจะมีเครื่องมือจัดการความคิด
และจัดการกับข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ทักษะง่าย ๆ
นั้นก็คือการเขียน Mind Map สำหรับใครที่ยังไม่เคยเขียน ก็ไม่ใช้ปัญหาเพราะวันนี้ได้หาตัวอย่างและข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซที่ให้ความเรื่อง
Mind Map มาฝาก
ภาพตัวอย่างการเขียน Mind Map
เว็บไซต์เขียน Mind Map ที่เจ๋งและง่ายที่สุด
www.xmind.net
www.mindmeister.com
ลองเข้าไปหาข้อมูลดูน่ะครับ
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ทำไมต้องเอาหญ้าแพรก
ดอกมะเขือ และข้าวตอก มาไหว้ครู
คนโบราณมักถือคติที่ว่าทำอะไรต้องให้เกิดปัญญา
เวลาจัดพิธีไหว้ครูก็ต้องให้เกิดปัญญาสิ่งของที่ใช้ในการไหว้ครูจึงมีการแทรกปรัชญาไว้เตือนสติผู้เป็นลูกศิษย์ให้ได้คิดด้วยว่า
การที่ลูกศิษย์จะมาศึกษาศิลปะวิชาอะไรซักอย่างหนึ่งจากครูนั้น
จะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยที่สุด ๓ อย่าง เหมือนสิ่งของที่เอามาไหว้นี้คือ
๑.
หญ้าแพรก มีคุณสมบัติทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ทนต่อการเหยียบย่ำ
เปรียบเหมือนกับว่าคนที่จะมาเป็นลูกศิษย์ก็ต้องมีความอดทนต่อคำแนะนำสั่งสอนของครูให้ได้
คนที่ทนต่อคำแนะนำสั่งสอนไม่ได้ย่อมไม่อาจเจริญเติบโตในเส้นทางของการศึกษาได้
๒.
ดอกมะเขือ มีคุณสมบัติพิเศษคือ แม้ดอกพึ่งจะผลิออกมาก็จะน้อมลงเสมอ
เปรียบได้กับคนที่จะมาเป็นลูกศิษย์นอกจากจะมีความอดทนแล้ว ต้องรู้จักอ่อนน้อม
ถ่อมตน เป็นคนสุภาพเรียบร้อยด้วย ศิษย์ที่ไม่มีความอ่อนน้อม ไม่มีสัมมาคารวะ
ย่อมทำให้ครูไม่ยากถ่ายทอด วิชาความรู้ให้
เมื่อเป็นดังนี้โอกาสที่ลูกศิษย์จะได้วิชาเอาใช้ในการประกอบอาชีพก็ย่อมไม่มี
๓.ข้าวตอก
เนื่องจากข้าวตอกเกิดจากข้าวเปลือกที่คั่วด้วยไฟอ่อน ๆ ในระหว่างที่คั่วนั้น
จะมีตัวที่กระเด็นออกนอกกระทะกลายเป็นเศษอาหาร ส่วนตัวที่ยังอยู่ในกระทะ
ก็สามารถนำไปประกอบพิธีกรรม หรือทำขนมต่าง ๆ ได้
ดังนั้นข้าวตอกจึงเป็นสัญลักษณ์ของคนที่อยู่ในกรอบ มีระเบียบวินัย
หากใครสามารถทำตามกฎระเบียบ เอาชนะความซุกซนและความเกียจคร้านของตัวเอง
ก็จะสามารถนำพาตนเองไปสู่ความสำเร็จได้
คุณสมบัติเบื้องต้นทั้ง
๓ ประการที่กล่าวมานี้ ถ้าผู้เป็นลูกศิษย์ไม่มีก็ยากที่เอาดีได้แม้ได้
เจอครูดี
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558
คนที่จะมาทำหน้าที่เป็นครูผู้สอน
มิใช่ว่านึกยากจะเป็นก็เป็นกันได้ง่าย ๆ ครูจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ดี มีศิลปะในการถ่ายทอดความรู้
มีความประพฤติดีน่าเคารพยกย่อง และมีจิตวิญญาณมุ่งมั่นที่จะสอนผู้อื่นให้มีความรู้ดีประพฤติชอบให้ได้อีกด้วย
หากมิเช่นนั้นแล้วความเป็นครูผู้สอนก็จะมีสภาพไม่ต่างไปจากอาชีพรับจ้างทั่ว ๆ ไป จากประสบการณ์และการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนมากมาย
จึงขอสรุปลักษณะของครูที่ดีไว้เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้
1.
ครูที่ดีต้องให้เกียรตินักเรียน
ครูที่ดีควรรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนอย่างจริงใจ
เพื่อให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดความรู้สึกของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เป็นการสอนให้เด็กๆ
รู้จักฟังความเห็นของคนอื่นด้วย ครูเช่นนี้จะสร้างบรรยากาศน่าเรียนรู้ให้กับห้องเรียน
2.
ทำให้นักเรียนผูกพันและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน
ครูที่จะสร้างห้องเรียนที่ประหนึ่งชุมชนเล็กๆที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลและร่วมมือกัน
ในชุมชนนี้มีกฎระเบียบที่ต้องเคารพ และมีหน้าที่ที่แต่ละคนต้องทำ นักเรียนแต่ละคนจะรู้สึกว่าตนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของห้องเรียน
ซึ่งจะทำให้เด็กๆรู้ว่านอกจากครูแล้วพวกเขายังมีเพื่อนๆ ที่จะพึ่งพาอาศัยกันได้ตลอดเวลา
3.
มีความอารี กระตือรือร้น และเอาใจใส่
ครูที่ดีจะเปิดกว้างกับทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือเพื่อนร่วมงาน ครูเช่นนี้จะเป็นคนที่นักเรียนรู้ว่าสามารถมาหาได้เมื่อพวกเขามีปัญหา
หรือแม้แต่จะมาเล่าเรื่องตลกให้ฟังเฉยๆ ก็ตาม พวกเขาจะเป็นผู้ฟังที่ดี และสามารถสละเวลาอันยุ่งเหยิงมาให้คนที่กำลังเดือดร้อนได้เสมอ
ถ้าครูมีปัญหาส่วนตัว นักเรียนจะดูไม่ออกเลย เพราะครูเหล่านี้จะเก็บปัญหาส่วนตัวไว้นอกโรงเรียนเสมอ
4.
เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนทุกคน
ครูคนนี้จะรู้ว่าความความหวังของครูที่มีต่อนักเรียนส่งผลต่อความสำเร็จของนักเรียนเสมอ
ยิ่งครูคาดหวัง เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนมากเท่าไหร่ นักเรียนก็มักจะประสบความสำเร็จในการเรียนมากขึ้น
5.
รักที่จะเรียนรู้
นอกจากรักที่จะเรียนรู้แล้ว
ยังนำความรักในการศึกษารวมเข้ากับสื่อการสอน มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน ครูจะต้องเป็นนักเดินทางสายอาชีพนี้
ที่คอยแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และเสาะหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับนักเรียนเสมอ ครูคนนี้จะต้องกล้าที่จะเรียนรู้เทคนิคการสอนใหม่ๆ
หรือนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในห้องเรียน และเป็นผู้แบ่งปันความรู้ใหม่ๆให้กับเพื่อนร่วมงานเสมอ
6.
ต้องเป็นผู้นำที่ดี
ครูที่ดีจะตั้งเป้าไปที่ทีมเวิร์ค
และการตัดสินใจของทีม รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่ม ครูที่ดีจะถ่ายทอดความเป็นผู้นำไปยังนักเรียน
โดยการให้โอกาสนักเรียนแต่ละคนผลัดกันเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในชั้นเรียนบ้าง
7. สามารถพลิกแพลงได้
การสอนบางวิธีอาจใช้ไม่ได้ผลอย่างที่คิด
ครูจึงต้องมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนวิธีการสอนได้ โดยการประเมินการสอนของตัวเองตลอดคาบเรียน
และค้นหาวิธีใหม่ๆ สื่อการสอนใหม่ๆ มาอธิบาย จนแน่ใจว่านักเรียนทุกคนเข้าใจคอนเซปต์ของบทเรียน
8.
ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานได้
ไม่อายที่จะถามความเห็นและขอความช่วยเหลือจากครูคนอื่น
ครูเช่นนี้จะมองการร่วมมือว่าเป็นการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมสายอาชีพเดียวกัน พวกเขารู้จักที่จะใช้คำวิจารณ์และคำแนะนำที่ได้มาในการพัฒนาตัวเองต่อไป
9.
มีความเป็นมืออาชีพตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์การแต่งกายไปจนถึงทักษะการจัดการและการเตรียมพร้อมในแต่ละวัน
ทักษะการพูด การเจรจาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับผู้บังคับบัญชา
นักเรียน หรือเพื่อนร่วมงาน พวกเขาจะเป็นที่เคารพของคนรอบข้างเพราะบุคลิกที่เป็นมืออาชีพ
บางคนอาจจะมีพรสวรรค์ในการเป็นครูติดมากับตัวอยู่แล้ว
ในขณะที่หลายๆคนก็ต้องทำงานหนักเพื่อที่จะได้ชื่อว่าเป็นครูที่ดี แต่อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่ได้นั้นยิ่งใหญ่คุ้มค่ากับความพยายาม
ลองนึกภาพนักเรียนที่โตไปประสบความสำเร็จแล้วพูดถึงคุณในฐานะครูที่ดีที่สุดเขาสมัยเรียนสิ
ผลที่ได้ตรงนี้มันคุ้มค่าขนาดไหน
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
On 02:54 by EForL in #Education #Life #ข้อคิด #ศาสนา #การศึกษา No comments
เด็กไทยเรียนหนักแค่ไหน ?
ตอบ: หนักที่สุดในโลก
หากพิจารณาข้อมูลของ UNESCO แสดงจำนวนชั่วโมงเรียนต่อปีของนักเรียนในระดับอายุ
9 – 13 ปีในแต่ละประเทศ จะพบว่า
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 2 ในระดับอายุ 9 ปี 1,080 ชั่วโมงต่อปี
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 1 ในระดับอายุ 10 ปี 1,200 ชั่วโมงต่อปี
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 1 ในระดับอายุ 11 ปี 1,200 ชั่วโมงต่อปี
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 5 ในระดับอายุ 12 ปี 1,167 ชั่วโมงต่อปี
เด็กไทยเรียนหนักเป็นอันดับ 8 ในระดับอายุ 13 ปี 1,167 ชั่วโมงต่อปี
“ผู้ใหญ่” ในวันนี้ซึ่งล้วนเคยเป็นเด็กนักเรียนมาก่อน
น่าจะทราบดีว่าคุณภาพของการศึกษาไม่ได้ขึ้นกับจำนวนชั่วโมงเรียนเพียงอย่างเดียว
คำถามก็คือเวลาเราพูดเรื่องการจัดการศึกษา หรือคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยนั้น
เราได้ดูหรือไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นอย่างไร
องค์ความรู้ในอบรมสั่งสอนเด็ก ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร
สุดท้ายทัศนคติที่ว่าเด็กต้องไปอยู่ในโรงเรียนเพราะผู้ปกครองได้มอบหมายให้โรงเรียนเป็นผู้บริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างแล้วควรต้องเปลี่ยน
มิเช่นนั้นเด็กไทยคงได้แชมป์ในการเรียนหนักมากที่สุดในโลกแบบนี้ไปอีกหลายสมัยกันเลยทีเดียว
อ้างอิงข้อมูล:
http://whereisthailand.info/2012/01/pupils-class-hours/วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558
เราเป็นประเทศประชาธิปไตย ลักษณะที่เด่นชัดอย่างหนึ่งของระบอบนี้คือ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”
ถ้าผมเป็นนักการเมืองที่ดีผมจะกำหนดนโยบายระยะยาวไว้ว่า
- ประชาชนภายในประเทศจะต้องไม่จน
- เด็กจะต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานคือจบปริญญาตรี
- ไทยจะต้องได้เป็นมหาอำนาจของโลกในด้านการส่งออกสิ้นค้าทางการเกษตร
การท่องเที่ยวและการบริการ ทุกประเทศต้องหันมาลงทุนกับเราในฐานะประเทศอู่ข้าวอู่น้ำของโลก
สิ่งที่กล่าวมานี้ ไม่เกินความเป็นจริงถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญกับ
“ทุนทางปัญญา” ของประชาชนในประเทศ
ทุนทางปัญญาคือ ความรู้ ความสามารถ
และทักษะในการสืบค้นข้อมูลอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญอีกประการที่ต้องมาควบคู่กับทุนทางปัญญานั้นก็คือ
หลักมนุษยธรรม (สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์) ได้แก่
๑. มนุษย์ต้องไม่ฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองแม้ในสิ่งมีชีวิตร่วมโลกเดียวกันกับเรา
๒.มนุษย์ต้องไม่ถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของยังไม่ได้ให้
๓. ไม่ผิดลูกผิดเมียของผู้อื่น
๔. มนุษย์ต้องมีวาจาสัจจริง พูดอย่างไรทำอย่างนั้น
ทำอย่างไรพูดอย่างนั้น
๕. มนุษย์ไม่ทำร้ายร่างกายตนเองด้วยการเติมยาเสพติดเข้าไปในร่างกาย
เมื่อทุกคนในชาติมีทุนทางปัญญาและมีหลักมนุษยธรรม ย่อมสามารถหยิบเอาทรัพยากรอย่างอื่นมาใช้ให้เกิดผลตอบแทนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นำพาประเทศไปสู่ความเป็นมหาอำนาจของโลกได้อย่างง่ายดาย
ในทางตรงกันข้ามถ้าผมเป็นนักการเมืองที่เลว ผมจะผูกขาดความรู้เอาไว้หรือไม่ส่งเสริมทางด้านการศึกษาและทำลายมนุษยธรรมของมนุษย์
เช่นการให้ยาเสพติดเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เป็นต้น เมื่อเป็นดังนี้ระบอบประชาธิปไตยย่อมเป็นเครื่องให้คนมีความรู้เอาเปรียบคนที่ไม่มีความรู้
สมดังคำกล่าวที่ว่า “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” อย่างแน่นอน
(ที่กล่าวมานี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว)
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558
On 01:51 by EForL No comments
หญิงสาวชาวเหนือแต่งงานกับหนุ่มใต้ ฝ่ายหญิงไม่ทานเผ็ด
แต่หนุ่มใต้ขาดเผ็ดไม่ได้
มีอยู่วันหนึ่ง ฝ่ายหญิงไปเยี่ยมบ้านของฝ่ายชาย
พ่อของฝ่ายชายชอบทานเค็มมากและในวันนั้นพ่อของสามีเป็นคนทำอาหาร
เมื่อถึงเวลาทานรับประทานอาหาร
คุณแม่ของสามีถือถ้วยใส่น้ำร้อนมาใบหนึ่ง ก่อนทานแม่ของสามีจะคีบอาหารผ่านน้ำร้อนในถ้วยก่อนแล้วจึงรับนำเข้าปาก
เธอสังเกตสิ่งที่แม่ของสามีทำจึงเข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่จึงอยู่กันได้ยืดยาว
วันต่อมา เธอทำอาหารที่สามีชอบทาน
แน่นอน แต่ละอย่างมีรสเผ็ดจัดจ้าน แต่ตรงหน้าของเธอ มีน้ำร้อนอยู่ถ้วยหนึ่ง สามีของเธอเห็นภรรยาคีบอาหารผ่านน้ำร้อนแล้วก็ทานอย่างเอร็ดอร่อย
วันต่อมา สามีของเธออาสาทำอาหารบ้าง แต่อาหารที่เขาปรุงไม่มีอะไรที่เผ็ดเลยสักอย่าง
แต่ว่า ตรงหน้าของเขา มีจานเล็ก ๆ ที่มีพริกอยู่เต็มจาน
ทุกครั้งที่เขาตักข้าวเข้าปาก เขาก็จะหยิบพริกในจานนั้นตามเข้าปากไปด้วย
ทุกคำข้าวอร่อยเหมือนเดิม...
นี้คือเรื่องที่มีแต่ในละครหลังข่าว
ในชีวิตแทบจะไม่มีผู้หญิงหรือผู้ชายคนไหนที่เลือกคู่สมรถของตนเองที่มีรสนิยมแตกต่างกันขนาดนี้
(กรณีที่เลือกได้) แต่กรณีที่เลือกคู่ชีวิตไม่ได้หรือไม่ให้ความสำคัญกับการเลือกคู่ชีวิต
เมื่อเจอคู่ชีวิตมีรสนิยมด้านต่าง ๆ แตกต่างกันมากย่อมอยู่ด้วยกันได้ไม่ยืนยาว
ทำอย่างไรให้รักกันนาน ๆ
สิ่งที่ส่งเสริมให้ชีวิตสมรสทุกคู่มีความสุข
ราบรื่น มั่นคงยืนยาว มีด้วยกัน 4 ข้อ ดังนี้
1. มีความเชื่อไปในแนวทางเดียวกัน เช่น ถือศาสดาองค์เดียวกัน
เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบากกรรมด้วยกัน เชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบนเหมือน ๆ กัน
เชื่อแนวทางในการดำรงชีวิตรูปแบบเดียวกัน เป็นต้น
ถ้าหากศรัทธาไม่ตรงกันก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็คุยกันได้ไม่นาน
เมื่อคุยกันได้ไม่นานก็เบื่อกันเร็ว อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น
ไม่จำเพาะเฉพาะคู่รักเท่านั้น
ขนาดเพื่อนกันแต่เชื่อไม่เหมือนกันยังยากที่จะเป็นเพื่อนสนิทเลยครับ
2. มีข้อประพฤติปฏิบัติเสมอกัน คือ
มีความคิดงดเว้นข้อประพฤติผิดแบบเดียวกัน เป็นเหตุให้ไม่รังเกียจหรือหมั่นไส้กัน
เพราะศีลที่ร่วมรักษาให้บริสุทธิ์ดีแล้วย่อมทำหน้าที่สร้างความอบอุ่นเชื่อมั่นในกันและกัน
สนิทใจ ไว้วางใจกันเป็นมั่นเหมาะ
3. นิสัยในการแบ่งปันเสมอกัน (จาคะ)
อย่างน้อยต้องเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกันในทางใดทางหนึ่ง เช่น อีกฝ่ายสละเงินให้ใช้
อีกฝ่ายสละแรงปรนนิบัติ เป็นต้น การเอารัดเอาเปรียบเกิดจากจาคะที่ไม่เสมอกัน
ยิ่งหากต่างฝ่ายต่างคิดเจือจานคนอื่น
เห็นข้าวของอะไรไม่ใช้แล้วก็คิดตรงกันว่าน่าบริจาคแก่คนที่เขาไม่มี อย่างนี้ยิ่งไปกันได้
มีโอกาสร่วมบุญกันบ่อย ๆ ยิ่งให้คนอื่นมากก็ยิ่งได้ความสุข
จาคะที่ร่วมกันยินดีโดยพร้อมเพรียงย่อมก่อความรู้สึกซึ้งใจ
เหมือนอยู่ด้วยกันจะเป็นที่พึ่งให้กัน ปลอดภัยร่วมกัน เป็นคู่ครองที่ดี
4. มีปัญญาเสมอกัน คือ คุยกันรู้เรื่องพูดภาษาเดียวกัน
หรืออย่างน้อยเป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่พูดคนละภาษา ฝ่ายหนึ่งทำก่อนคิด
อีกฝ่ายคิดก่อนทำ หรือฝ่ายหนึ่งเอาอารมณ์พูด อีกฝ่ายพูดด้วยสติปัญญา
ถ้ารสนิยมเสนอกันอย่างนี้ รับรองได้เป็นกิ่งทองใบหยกอย่างที่แขกผู้มาร่วมในวันแต่งงาน
อวยพรให้อย่างแน่นอน
วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557
On 19:25 by EForL No comments
ธรรมอันเป็นเหตุให้มวลมนุษยชาติทั้งหลาย
ได้รับพรที่ยั่งยืนกันตลอดไป
ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ใน
"สาราณียธรรม" ซึ่งมีอยู่ 6 ประการคือ
1. เมตตากายกรรม การกระทำทางกายเกี่ยวข้องกับผู้อื่น
ด้วยเมตตา ปรารถนา ให้เขามีความสุข
2. เมตตาวจีกรรม การกระทำทางวาจาเกี่ยวข้องกับผู้อื่น
ด้วยเมตตา ปรารถนาให้เขามีความสุข
3. เมตตามโนกรรม การกระทำทางใจเกี่ยวข้องกับผู้อื่น
ด้วยเมตตา ปรารถนาให้เขามีความสุข
4. อัปปฏิวิภัตตโภคิตา
ความเป็นผู้ไม่หวงอาหารและของใช้ ควรเผื่อแผ่แบ่งปัน แจกจ่ายให้มีความสุขกันทั่วหน้า
5. สีลสามัญญตา ความเป็นผู้มีศีลเสมอกัน
คือมีความประพฤติดีตาม ศีลธรรมเสมอกัน
6. ทิฏฐิสามัญญตา ความเป็นผู้มีทิฏฐิ
ความเห็นชอบตรงตามธรรมเสมอกัน ความเห็นที่ไม่เป็นไปเพื่อตัดรอนประโยชน์สุขของผู้อื่น
แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ผู้อื่น และความเห็นนั้นเป็นไปตามทำนองคลองธรรม
ธรรมอันเป็นเหตุให้นึกถึงกัน ที่กล่าวมานี้
เมื่อท่านทั้งหลายนำมาปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้เคารพนับถือกัน
มีความสามัคคีในหมู่คณะอันนำมาซึ่งความอยู่เย็นเป็นสุข โดยทั่วหน้ากันตลอดไป.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Search
สนับสนุนผู้เขียน
เสียงเพรียกแห่งธรรม
บทความยอดนิยม
บทความทั้งหมด
- สิงหาคม 2018 (1)
- สิงหาคม 2016 (1)
- กรกฎาคม 2016 (1)
- มิถุนายน 2016 (5)
- เมษายน 2016 (1)
- มีนาคม 2016 (3)
- มกราคม 2016 (1)
- พฤศจิกายน 2015 (3)
- ตุลาคม 2015 (2)
- สิงหาคม 2015 (1)
- กรกฎาคม 2015 (1)
- มิถุนายน 2015 (3)
- พฤษภาคม 2015 (1)
- เมษายน 2015 (1)
- มีนาคม 2015 (1)
- ธันวาคม 2014 (5)
- พฤศจิกายน 2014 (4)
- พฤศจิกายน 2009 (4)
- มิถุนายน 2009 (5)
- กุมภาพันธ์ 2009 (2)
- มกราคม 2009 (4)
- พฤศจิกายน 2008 (7)
- ตุลาคม 2008 (2)
- กรกฎาคม 2008 (1)
สถิติผู้เข้าชม
ชีวิตไม่ใช่ เครื่องจักรมันมีความซับซ้อนมีความสดใส ร่าเริงมองโลกในแบบต่างๆรักอิสระ รักพวกพ้อง และมีปัญหาหลากหลาย ต้องการใครสักคน มาให้คำตอบเพื่อเป็นแนวทาง ในการดำเนินชีวิต














