วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559
On 03:49 by EForL No comments
ในสมัยพุทธกาล
มีนักรบคนหนึ่ง มีความเห็นผิดตามคำสอนของอาจารย์ว่า
"การฆ่าคนในสงคราม
ยิ่งฆ่าได้มากยิ่งจะได้ไปอยู่ในสวรรค์"
วันหนึ่งนายนักรบมืออาชีพคนนี้ได้มาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงทูลถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการฆ่าคนแล้วได้ไปอยู่ในสวรรค์ว่าเป็นจริงอย่างที่อาจารย์ของตนกล่าวไว้ไหม
เมื่อพระพุทธองค์ได้ฟังคำถามดังนี้แล้ว
ก็ยังไม่ตอบ แม้ครั้งที่สอง ครั้งที่สามก็ยังไม่ตอบ
นายนักรบก็ไม่ละความพยายามที่จะถาม
พระพุทธองค์เมื่อไม่อาจห้ามความสงสัยของนายคนนี้ได้จึงตรัสตอบว่า
ดูก่อนท่าน..
นักรบคนใด
อุตสาหะพยายามในสงคราม โดยตั้งจิตตั้งใจไว้ว่า คนเหล่านี้จงถูกฆ่า จงถูกแทง
จงขาดสูญ จงพินาศ หรือว่าอย่าได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไป ผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเกิดในนรกชื่อสรชิต
เพราะเหตุแห่งความเห็นผิด
ดูก่อนท่าน
ก็เราย่อมกล่าวคติ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานของบุคคลผู้มีความเห็นผิดเช่นนี้
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว
นายนักรบมืออาชีพร้องไห้สะอื้น น้ำตาไหล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า...
เราได้ห้ามท่านแล้วมิใช่หรือว่า
อย่าเลยของดข้อนี้เสียเถิด อย่า
ถามเราถึงข้อนี้เลย
เขาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้
ร้องไห้ถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้
กะข้าพระองค์หรอก แต่ว่า
ข้าพระองค์ถูกนักรบอาชีพทั้งอาจารย์และปาจารย์ก่อน
ๆ ล่อลวงให้หลงสิ้น
กาลนานว่า
นักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายามในสงครามเมื่อตายจะได้ไปอยู่ในสวรรค์
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง
หรือส่องไฟในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักได้เห็นรูป ฉะนั้น
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับทั้ง
พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำ
ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต
ตั้งแต่
วันนี้เป็นต้นไป.
อ้างอิงจากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏ เล่ม29 หน้า184
วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559
ในกรุงสาวัตถี มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่ออานนท์ แม้ว่าอานนทเศรษฐีผู้นี้จะมีทรัพย์มากถึง
80 โกฏิ แต่เขามีความตระหนี่ไม่เคยบริจาคสิ่งใดให้แก่ใครเลย
ท่านเศรษฐีได้แต่สอนบุตรของตน ผู้ชื่อว่ามูลสิริเนืองๆว่า “เจ้าอย่าได้สำคัญว่า
ทรัพย์ 80 โกฏินี้มาก อย่าได้ให้ทรัพย์ที่มีอยู่นี้ แต่ควรสร้างทรัพย์ใหม่ให้เกิดขึ้น
มิฉะนั้นแล้วทรัพย์ของเจ้าก็จะหมดสิ้นไป” ท่านเศรษฐีได้นำทรัพย์ไปฝังไว้
5 แห่งในบริเวณบ้าน แต่ไม่ยอมบอกที่ฝังของขุมทรัพย์นั้นแก่บุตรของตน
ต่อมหาเศรษฐีก็ได้เสียชีวิตลง
อานนทเศรษฐีเมื่อเสียชีวิตแล้ว ก็ได้ไปถือกำเนิดในครรภ์ของหญิงจัณฑาลผู้หนึ่งในหมู่บ้านของคนจัณฑาล ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถี นับตั้งแต่มีทารกมาถือกำเนิดในครรภ์ คนในหมู่บ้านนั้นก็มีรายได้ลดลง พวกคนจัณฑาลนั้นคิดว่า จะต้องมีคนกาลกัณณีอยู่ในหมู่ของพวกตนแน่ๆ จึงแบ่งคนจัณฑาลออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อกำจัดคนกาลัณณีนั้นออกไปตามกระบวนการเฟ้นหาคนกาลกัณณี ในที่สุดก็ได้บทสรุปว่า หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นจะต้องเป็นคนกาลกัณณี นางจึงถูกขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านนั้น เมื่อบุตรของนางคลอดออกมา ก็เป็นทารกที่มีหน้าตาน่าเกลียดและเป็นคนกาลกัณณีจริงๆ วันใดนางไปขอทานคนเดียว วันนั้นนางก็จะได้สิ่งของ แต่ถ้าวันใดนางนำบุตรไปขอทานด้วย วันนั้นนางก็จะไม่ได้อะไร ดังนั้นเมื่อบุตรเติบโตพอที่จะขอทานโดยลำพังได้ นางจึงนำภาชนะใส่มือบุตรแล้วบอกให้ไปขอทานตามลำพัง ทารกอดีตอานนทเศรษฐีก็เดินขอทานผ่านไปทางบ้านเดิมของตน เกิดระลึกชาติของตนได้ จึงเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น เมื่อพวกลูกๆของมูลสิริเศรษฐีเห็นทารกจัณฑาลเดินเข้าไปในบ้านก็ตื่นตระหนกตกใจร้องไห้กันโกลาหล พวกคนใช้ได้เข้าทุบตีทารกอดีตอานนทเศรษฐี แล้วนำออกไปโยนไว้ที่กองขยะนอกบ้าน
ขณะนั้น พระศาสดามีพระอานนท์เป็นผู้ติดตาม เสด็จบิณฑบาตผ่านมาถึงที่ตรงนั้นพอดี ได้ตรัสบอกพระอานนท์ให้ไปตามมูลสิริเศรษฐีออกมาเฝ้า เมื่อมูลสิริเศรษฐีออกมาเฝ้าแล้ว พระศาสดาได้ตรัสว่า ทารกจัณฑาลผู้นี้คืออดีตบิดาของมูลสิริเศรษฐีในอดีตชาติ แต่มูลสิริเศรษฐีไม่เชื่อ พระศาสดาจึงทรงทำการพิสูจน์โดยตรัสบอกให้ทารกจัณฑาลนั้นบอกขุมทรัพย์ 5 แห่งที่ถูกฝังเอาไว้เหล่านั้น พอทารกจัณฑาลบอกได้ถูกต้อง มูลสิริเศรษฐีจึงยอมรับความจริงและได้มายอมรับนับถือพระศาสดา ประกาศตนเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา
อานนทเศรษฐีเมื่อเสียชีวิตแล้ว ก็ได้ไปถือกำเนิดในครรภ์ของหญิงจัณฑาลผู้หนึ่งในหมู่บ้านของคนจัณฑาล ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถี นับตั้งแต่มีทารกมาถือกำเนิดในครรภ์ คนในหมู่บ้านนั้นก็มีรายได้ลดลง พวกคนจัณฑาลนั้นคิดว่า จะต้องมีคนกาลกัณณีอยู่ในหมู่ของพวกตนแน่ๆ จึงแบ่งคนจัณฑาลออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อกำจัดคนกาลัณณีนั้นออกไปตามกระบวนการเฟ้นหาคนกาลกัณณี ในที่สุดก็ได้บทสรุปว่า หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นจะต้องเป็นคนกาลกัณณี นางจึงถูกขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านนั้น เมื่อบุตรของนางคลอดออกมา ก็เป็นทารกที่มีหน้าตาน่าเกลียดและเป็นคนกาลกัณณีจริงๆ วันใดนางไปขอทานคนเดียว วันนั้นนางก็จะได้สิ่งของ แต่ถ้าวันใดนางนำบุตรไปขอทานด้วย วันนั้นนางก็จะไม่ได้อะไร ดังนั้นเมื่อบุตรเติบโตพอที่จะขอทานโดยลำพังได้ นางจึงนำภาชนะใส่มือบุตรแล้วบอกให้ไปขอทานตามลำพัง ทารกอดีตอานนทเศรษฐีก็เดินขอทานผ่านไปทางบ้านเดิมของตน เกิดระลึกชาติของตนได้ จึงเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น เมื่อพวกลูกๆของมูลสิริเศรษฐีเห็นทารกจัณฑาลเดินเข้าไปในบ้านก็ตื่นตระหนกตกใจร้องไห้กันโกลาหล พวกคนใช้ได้เข้าทุบตีทารกอดีตอานนทเศรษฐี แล้วนำออกไปโยนไว้ที่กองขยะนอกบ้าน
ขณะนั้น พระศาสดามีพระอานนท์เป็นผู้ติดตาม เสด็จบิณฑบาตผ่านมาถึงที่ตรงนั้นพอดี ได้ตรัสบอกพระอานนท์ให้ไปตามมูลสิริเศรษฐีออกมาเฝ้า เมื่อมูลสิริเศรษฐีออกมาเฝ้าแล้ว พระศาสดาได้ตรัสว่า ทารกจัณฑาลผู้นี้คืออดีตบิดาของมูลสิริเศรษฐีในอดีตชาติ แต่มูลสิริเศรษฐีไม่เชื่อ พระศาสดาจึงทรงทำการพิสูจน์โดยตรัสบอกให้ทารกจัณฑาลนั้นบอกขุมทรัพย์ 5 แห่งที่ถูกฝังเอาไว้เหล่านั้น พอทารกจัณฑาลบอกได้ถูกต้อง มูลสิริเศรษฐีจึงยอมรับความจริงและได้มายอมรับนับถือพระศาสดา ประกาศตนเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา
วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559
1. คลิก Start -> ที่ช่อง Search programs and files พิมพ์ CMD แล้วกดปุ่ม ctrl+Shift + Enter เพื่อเรียกใช้งาน Command Prompt ในโหมด Administrator
2. พิมพ์คำสั่ง powercfg.exe -h off เพื่อปิด หรือ powercfg.exe -h on เพื่อเปิด แล้วกด Enter
3. พิมพ์คำสั่ง exit เพื่อออกจากหน้าต่าง Command Prompt แล้วรีสตาร์ทเครื่องใหม่
2. พิมพ์คำสั่ง powercfg.exe -h off เพื่อปิด หรือ powercfg.exe -h on เพื่อเปิด แล้วกด Enter
3. พิมพ์คำสั่ง exit เพื่อออกจากหน้าต่าง Command Prompt แล้วรีสตาร์ทเครื่องใหม่
วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559
1.
2.
เครื่องดื่มที่เหมาะสมในหน้าร้อน ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ
เพราะหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก ควรดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว
หรือจะเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ หรือสมุนไพรอื่น ๆ ก็สามารถเลือกได้
3.ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง
เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง
ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้
จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่อแจ่มใส
อาจทำให้เป็นหวัดได้
4.
การนอนพักผ่อน ควรนอนหลับให้เพียงพอ
5.
อย่างด อาหารเช้า เพราะร่างกายต้องการ สารอาหาร เพื่อกระตุ้น
ระบบเผาผลาญ ซึ่งจะช่วย ควบคุมน้ำหนัก ด้วย แต่ควรหลีกเลี่ยง อาหาร จำพวก
แป้งขัดขาว หรือ ของทอด ของมัน หากควบคุมอาหาร แล้วยังรู้สึก ท้องอืด และ อึดอัด
อยู่ เม็กซ์ ทอมลินสัน นักโภชนาการ แนะนำให้ดื่ม น้ำชา เปปเปอร์มิ้นต์ ช่วยขับลม
จะทำให้รู้สึกสบายขึ้น
6.
ดูแลสุขภาพของเด็กโดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย
และทางเดิน
7.
หญิงตั้งครรภ์กับการปฏิบัติตัวในหน้าร้อน คือ
ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด
ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นหวัด
ห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป
8.
บุคคลที่ต้องระวังให้มาก คนสูงอายุผู้ที่มีระบบย่อยที่ไม่ดี
และคนที่มีม้ามบกพร่อง ผู้ที่มีลักษณะสามอย่างที่กล่าวมานั้น
เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด ถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไป
และเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย อาการที่แสดงออก คือ ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย
ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อน เป็นต้น
9.
อย่าทา ครีมกันแดด อย่างเร่งรีบ แพทย์ผิวหนัง
แนะนำให้ทาให้ทั่วถึงแม้แต่ ในร่มผ้า ด้วย โดยทาซ้ำทุก 2
ชั่วโมง และหลัง ว่ายน้ำ แม้ผลิตภัณฑ์จะเป็นสูตรกันน้ำ ก็ตาม
โดยควรเลือกที่มีส่วนผสมของ Mexoryl และ Tinosorb เพราะสามารถกรอง รังสียูวีเอและยูวีบี ได้ดี เช่น Vichy, Nivea และ Ambre Solaire จาก Garnier
10.
อากาศร้อนจัดมีผลต่อ อารมณ์ หงุดหงิด และ หดหู่ (SAD -
Seasonal Affective Disorder) จากสถิติ ผู้หญิงจะเป็นมากกว่า ผู้ชาย
ดังนั้นลองออกไป เดินเล่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ หรือช่วงที่คนไม่มาก สิ่งสำคัญคือ พยายาม
กระฉับกระเฉง เข้าไว้
11.
หากผิวแสบร้อนจาก การโดนแดด แพทย์ผิวหนัง แนะนำให้กิน ยาแอสไพริน
เพื่อลด อาการเจ็บปวด แล้วลองแช่ตัว ใน อ่างน้ำ อุณหภูมิร่างกาย โดยใส่ ออยล์
สำหรับ แช่อาบ จากนั้น บำรุงผิว ด้วย โลชัน ที่มีส่วนผสมของ ว่านหางจระเข้ หรือ
อาฟเตอร์ซันเจล และหลีกเลี่ยงแดด ในวันถัดไป
12.
ลองทำ สเปรย์บรรเทาผิวไหม้เกรียม อย่างง่าย ๆ คือ น้ำกรองบริสุทธิ์ 2 ออนซ์ ใส่ เอสเซ็นเชียลออยล์ กลิ่นลาเวนเดอร์ 9 หยด
กลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์ 2 หยด และ สเปียร์มิ้นต์ 1 หยด ผสมรวมกันแล้วใส่ใน กระบอกฉีด สำหรับพกติดตัว
13.
หากต้องออกไปเผชิญ อากาศร้อน ภายนอก ควรใช้ เครื่องสำอาง เนื้อครีม
ที่ปัจจุบันมี เนื้อแห้งเหมือนแป้ง หากหน้ามัน ปัดทับด้วย บรอนเซอร์ หรือ แป้งชนิดฝุ่น
ที่มา variety.mwake.net ,
beauty.yopi.co.th,gimmeblogs.com
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559
On 00:52 by EForL in ความสำเร็จ No comments
ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องของความสำเร็จและความล้มเหลวเท่านั้น
ยังมีหลายอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นองค์ประกอบแห่งชีวิต หนึ่งในจำนวนนั้นคือ
"ความสุข" ชีวิตที่ไร้สุข แม้จะประสบความสำเร็จ
จะเรียกว่าเป็นชีวิตที่มีคุณภาพได้อย่างไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในอันนนาถสูตร ว่า "ความสุข ๔
ประการ
ที่มนุษย์(ผู้ครองเรือน)ทุกคนพึงได้รับตามกาลสมัย" ได้แก่
1.
สุขอันเกิดจากการมีทรัพย์
2.
สุขอันเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง
หรือสร้างประโยชน์สุขต่อบุคคลอื่นในสังคม
3.
สุขจากการไม่เป็นหนี้
4.
สุขอันเกิดจากการทำงานไม่มีโทษ
คือความภูมิใจว่าตนมีความประพฤติสุจริต มีอาชีพที่สุจริต ไม่ได้ไปปล้นใครกิน
ความสุขทั้งสี่ประการนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า
ความสุขอันเกิดจากการทำงานไม่มีโทษยอดเยี่ยมที่สุด
วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559
On 05:40 by EForL in ความสามัคคี No comments
ณ ป่าแห่งหนึ่ง
มีฝูงนกกระจาบฝูงใหญ่อาศัยอยู่ในราวป่า
วันหนึ่ง
นกกระจาบจ่าฝูงได้แนะนำนกกระจาบทุกตัวว่า
" ท่านทั้งหลาย
เมื่อถูกตาข่ายของนายพรานครอบแล้ว ให้ท่านทุกตัวสอดหัวเข้าในตาข่ายตาหนึ่งๆ
แล้วพากันบินไปที่ต้นไม้มีหนาม ทิ้งตาข่ายไว้แล้วบินหนีไปนะ "
หมู่นกกระจาบพากันรับคำ
ต่อมาอีกสองวัน ฝูงนกกระจาบถูกตาข่ายของนายพรานเข้าก็พากันทำเช่นนั้น
ทำให้นกทุกตัวสามารถหนีรอดไปได้
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่นกกระจาบเหล่านี้กำลังหากินอาหาร
มีนกกระจาบตัวหนึ่งบินลงพื้นแต่พลาดไปเหยียบถูกหัวนกกระจาบอีกตัวหนึ่งเข้า
ตัวถูกเหยียบหัวโกรธจึงเป็นเหตุให้ทะเลาะกันลามไปทั้งฝูง ฝ่ายนกกระจาบจ่าฝูง
เห็นพวกนกมัวแต่ทะเลาะกัน ก็คิดว่า
" ขึ้นชื่อว่า
การทะเลาะกัน ย่อมไม่มีความปลอดภัย ความพินาศจะเกิดขึ้น "
จึงได้พาบริวารส่วนหนึ่งบินหนีไปอยู่ที่อื่น
ฝ่ายนายพราน พอผ่านไปสองสามวัน ก็มาดักตาข่ายอีก
พอฝูงนกติดตาข่ายของนายพรานในครั้งนี้อีก ต่างทะเลาะกัน เกี่ยงกันบิน ต่างคนต่างบินไปคนละทิศคนละทาง
สุดท้ายตาข่ายก็ไม่ลอยขึ้นไปที่สูง เมื่อนายพรานตรวจดูตาข่ายก็เห็นฝูงนกติดอยู่เต็มไปหมด
จึงรวบไปเป็นอาหารและขายเพื่อนำทรัพย์มาเลี้ยงชีพ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การทะเลาะกัน นำมาซึ่งความพินาศ
กาลครั้งหนึ่ง
ณ เมืองตักกะศิลา มีพราหมณ์คนหนึ่งมีลูกสาวสวยงามมาก เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วทั้งอาณาจักร
ในแต่ละวันจะมีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาจีบลูกสาวของพราหมณ์คนนี้อย่างไม่ขาดสาย
ในบรรดาชายหนุ่มที่เข้ามาจีบลูกสาวของพราหมณ์นั้น มีชายหนุ่ม ๔ คน ที่เข้าตาของพราหมณ์
คือ
คนที่
๑ เป็นคนรูปหล่อ
คนที่
๒ มีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตา
คนที่
๓ เป็นเศรษฐีมั่งคั่ง
คนที่
๔ เป็นคนมีศีลธรรม
พราหมณ์คิดหนักว่าจะเลือกใครเป็นลูกเขยดี
เพราะทั้ง ๔ คน ก็มีความดีแตกต่างกันไป
เขาจึงตัดสินใจไปปรึกษาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ว่า
"ท่านอาจารย์ครับ
ผมมีเรื่องกลุ้มใจมาปรึกษาอาจารย์ คือมีชายหนุ่มที่มีลักษณะเด่นอยู่ ๔ คน มาจีบลูกสาวผม
ผมคิดไม่ตกว่าจะเลือกใครดี ถ้าอาจารย์เป็นผมจะเลือกเอาคนไหน ระหว่างคนหล่อ คนมีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตา
คนมีเงินมาก และคนมีศีล"
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ตอบว่า
"รูปร่างหน้าตาดีก็มีประโยชน์ คนมีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตาก็น่าเคารพ ผู้มีเงินมีทองมีชาติสูงก็มีประโยชน์
แต่ข้าพเจ้าชอบใจศีล"
"เพราะ....คนไม่มีศีลถึงรูปหล่อก็น่าตำหนิ
คนไม่มีศีลถึงมีชื่อเสียงก็ไม่น่าคบหา
คนไม่มีศีลถึงมีทรัพย์มากก็ไม่อาจรักษาทรัพย์ได้ "
พราหมณ์ฟังแล้วชอบใจ
พอกลับไปถึงบ้านจึงตัดสินในยกลูกสาวให้แก่คนผู้มีศีลไป
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ผู้มีศีลธรรมย่อมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Search
สนับสนุนผู้เขียน
เสียงเพรียกแห่งธรรม
บทความยอดนิยม
บทความทั้งหมด
- สิงหาคม 2018 (1)
- สิงหาคม 2016 (1)
- กรกฎาคม 2016 (1)
- มิถุนายน 2016 (5)
- เมษายน 2016 (1)
- มีนาคม 2016 (3)
- มกราคม 2016 (1)
- พฤศจิกายน 2015 (3)
- ตุลาคม 2015 (2)
- สิงหาคม 2015 (1)
- กรกฎาคม 2015 (1)
- มิถุนายน 2015 (3)
- พฤษภาคม 2015 (1)
- เมษายน 2015 (1)
- มีนาคม 2015 (1)
- ธันวาคม 2014 (5)
- พฤศจิกายน 2014 (4)
- พฤศจิกายน 2009 (4)
- มิถุนายน 2009 (5)
- กุมภาพันธ์ 2009 (2)
- มกราคม 2009 (4)
- พฤศจิกายน 2008 (7)
- ตุลาคม 2008 (2)
- กรกฎาคม 2008 (1)
สถิติผู้เข้าชม
ชีวิตไม่ใช่ เครื่องจักรมันมีความซับซ้อนมีความสดใส ร่าเริงมองโลกในแบบต่างๆรักอิสระ รักพวกพ้อง และมีปัญหาหลากหลาย ต้องการใครสักคน มาให้คำตอบเพื่อเป็นแนวทาง ในการดำเนินชีวิต






