วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
On 03:11 by EForL No comments
บริษัททำเหมืองทองแห่งหนึ่งมีวาระการประชุม
โดยมีพนักงานสาวแสนเซ็กซี่แต่งกายวาบหวิวเข้าร่วมประชุมกับประธานบริษัทด้วย
เมื่อประธานฯ พบเจอกับสาวดังกล่าวก็พูดกับสาวสวย
ที่ทำให้เธอต้องจดจำไปจนตายว่า
คุณรู้ไหม?
สิ่งที่มีค่ามาก ๆ ในโลกของเราล้วนหายาก ถูกปกปิด
ถูกเก็บไว้ในที่ลึกลับ กว่าจะได้มานั้นยากลำบาก ดั่งเช่น
>ไข่มุก ก็ต้องอยู่ลึกไปในท้องทะเล ถูกห่อหุ้มด้วยฝาหอยที่แข็งแรง
>เพชร ก็เป็นของหายาก อยู่ใต้ผืนโลก ถูกห่อหุ้มปกป้องไว้อย่างดี
>ทองคำ ก็อยู่ลึกไปในเหมือง ที่ถูกทับถมซุกซ่อนด้วยดินหลายชั้น
กว่าใครจะได้มาครอบครอง ก็ต้องลงทุนลงแรงมากมายเพื่อจะได้มา
รูปร่าง ร่างกายของคุณนั้นหากมันคือสิ่งที่มีค่า
มันก็ก็ควรจะถูกปกปิดเช่นกัน
ถ้าคุณได้ปกปิดของมีค่าไว้อย่างมิดชิด
ดั่งเช่นเหมืองแร่ทองคำแล้วหละก็
สักวันหนึ่งก็จะมีบริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดีงาม
เข้ามาสนใจสืบค้นหาตามแบบอย่างที่ถูกต้อง โดยเค้าจะต้องติดต่อรัฐบาล (ครอบครัวคุณ)
เพื่อที่จะขอทำสัญญา (ดูแลคบหา) และหากได้รับใบอนุญาต ก็จะทำเหมืองอย่างมืออาชีพ
(แต่งงานตามกฎหมาย)
แต่ถ้าคุณยังปล่อยให้สิ่งที่มีค่าเช่น ทองคำ หรือร่างกายของคุณไร้การปกปิด
วางแผ่หลาอยู่บนผืนโลก ใครก็เห็นและเข้ามากอบโกยได้โดยง่ายดาย
ก็เท่ากับว่าคุณเชิญชวนพวกลักลอบทำเหมืองผิดกฎหมาย ให้เข้ามากอบโกย
โดยใช้เครื่องมือห่วย ๆ ขุดกันอย่างเละเทะไร้คุณค่า
ดังนั้น คุณควรจะปกป้องห่อหุ้มขุมทรัพย์ที่มีค่าไว้อย่างดีสำหรับผู้ที่เหมาะสมเถอะนะ
เงินทองถ้าหามาได้ง่ายๆ
ก็ใช้จ่ายหมดเร็ว
ผู้หญิงถ้าได้มาง่ายๆ
ก็เบื่อหน่ายเร็วเช่นเดียวกัน
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
On 03:53 by EForL in ความสุข No comments
เมื่อก่อนใคร ๆ
ก็มองว่าทายาทเจ้าของร้านเพชรชื่อดังอย่างผมเป็นผู้ชายที่เจ้าชู้
และไม่จริงจังกับใคร ในเวลานั้นอย่าว่าแต่คนอื่นเลย
แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่คิดว่าอีกไม่กี่ปีต่อมามุมมองและความรู้สึกเรื่อง “ความสุข” ของผมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ผมเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่อบอุ่น
จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาที่ดีจากต่างประเทศ เมื่อกลับมาเมืองไทย
ผมขออนุญาตคุณพ่อว่าจะยังไม่รับช่วงต่อธุรกิจร้านเพชรและธุรกิจอื่นๆ ของที่บ้าน
เพราะอยากหางานทำด้วยตัวเองก่อน
ไม่นานผมได้ทำงานที่บริษัทจัดการกองทุนของธนาคารแห่งหนึ่ง
ผมทุ่มเททำงานอย่างหนักจนเป็นพนักงานที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของบริษัท
แม้จะออกจากบริษัทมาแล้ว เจ้านายเก่าถึงกับเอ่ยปากว่าไม่สามารถหาใครมาแทนที่ผม
แล้วมีผลงานอย่างที่ผมเคยทำเอาไว้ได้อีกเลย
ส่วนเงินเดือนที่ได้ก็เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ
ในขณะที่อายุแค่ยี่สิบต้นๆ ผมจึงรู้สึกภาคภูมิใจและทะนงตนมาก
หลังเลิกงานผมใช้ชีวิตสนุกอย่างเต็มที่ ทั้งปาร์ตี้สังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน
ออกไปแข่งรถหรือมอเตอร์ไซค์คันโปรด รวมถึงออกงานสังคมแทบทุกงาน คติประจำใจของผมในขณะนั้นคือ
ใช้ชีวิตให้เต็มที่เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย
แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้คิดถึงอนาคตเลย
ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อได้แต่งงานกับคุณฝน (คุณณวิภา มัสยวาณิช
เอี่ยม-อมรพันธ์)
เธอเป็นผู้หญิงเก่ง มาจากครอบครัวที่ดี แต่กลับใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล
ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายจนเกินจำเป็น แต่ก็ไม่ถึงกับกระเบียดกระเสียร
ผมจึงเริ่มฉุกคิด และได้เรียนรู้จากภรรยา หลังจากที่เราใช้ชีวิตร่วมกัน
จุดเปลี่ยนที่สองคือการบวช
ผมมีโอกาสได้บวชที่วัดเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
(ใกล้ชายแดนพม่า) อยู่อย่างสมถะ นอนปักกลด ผูกมุ้ง
ได้พบกับน้ำจิตน้ำใจของชาวบ้านที่นั่น
ทำให้ผมเริ่มพบกับความสุขทางธรรมอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ส่วนจุดเปลี่ยนสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่คือ เมื่อลูกสาววัยสองขวบป่วยเป็นโรคปอดอย่างรุนแรง
หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดเพียงสามวัน
คุณหมอบอกว่าแบคทีเรียเข้าไปทำลายปอดของลูกถึง 80 เปอร์เซ็นต์
มีโอกาสรอดชีวิตเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อาการที่ทรุดลงเรื่อยๆ
ทำให้ภรรยารวมถึงญาติผู้ใหญ่หลายคนเริ่มถอดใจ แต่ผมกลับรู้สึกว่าจะยอมแพ้ไม่ได้
และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูก! ผมติดต่อเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ต่างประเทศ
จนมีโอกาสได้ปรึกษากับผู้บริหารขององค์การอนามัยโลก (WHO) ต่อมา
อาจารย์ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ และทีมแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีทราบเรื่อง
จึงรับปากว่าจะช่วยดูแลลูกให้ ลูกถูกนำตัวเข้าห้องไอซียูทันทีที่ไปถึงโรงพยาบาลรามาธิบดี
หมอรีบต่อเครื่องช่วยหายใจแบบพิเศษซึ่งมีเพียงไม่กี่เครื่องในประเทศไทย
เอาไว้ใช้สำหรับคนไข้ที่ไม่สามารถควบคุมลมหายใจของตัวเองได้แล้วและอยู่ในขั้นโคม่า
หมอฉีดยาให้ลูกสลบเป็นเวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม เพราะหากเขารู้สึกตัวจะหายใจแรงขึ้น
ซึ่งจะทำให้ปอดขยายและฉีกขาดจนเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้
เวลานั้นทุกวันของผมคือการเฝ้าดูอาการของลูก ดูแลจิตใจภรรยา
และที่สำคัญ ผมบอกตัวเองว่าต้องตั้งสติไว้ให้ได้ ลูกผมอยู่โรงพยาบาลเกือบสี่เดือน ต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์
เพราะเขาหาย และกลับมาเป็นเด็กที่แข็งแรงอีกครั้ง
ผมได้แต่ขอบคุณคุณหมอซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ทุกวันเกิดของลูก
ผมจะพาเขาไปบริจาคเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์การแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีทุกปี
วันนี้ผมกล้าพูดอย่างเต็มปากเลยว่า “ความสุขของผมไม่ใช่การไปปาร์ตี้ท่ามกลางแสงสี
ใช้เงินมือเติบ
หรือแม้แต่ใช้ชีวิตบนความเสี่ยงอย่างการแข่งรถหรือมอเตอร์ไซค์แต่อย่างใด”
ความสุขของผมทุกวันนี้คือ ”การได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
ไม่หลงใหลในสิ่งที่ปรุงแต่ง ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังมากกว่าที่เคย
และที่สำคัญที่สุด ผมมีเวลาได้อยู่กับครอบครัวที่ผมรักสุดดวงใจอย่างเต็มที่”
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
On 04:34 by EForL No comments
คนมักจะเข้าใจว่าชีวิตที่ดี
คือชีวิตที่มีอายุยืน
ชีวิตของเรานั้นเหมือนกับเทียน
เราไม่มีทางรู้หรอกว่า เทียนเล่มนี้จะไหม้จนหมดเชื้อ
หรือว่าโดนลมพัดดับไปเสียก่อนทั้ง ๆ ที่ยังมีเชื้อและไขเทียนอยู่
แต่แม้จะเป็นอย่างหลังก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ขณะที่ยังมีเปลวไฟอยู่นั้น
เขาให้ความสว่างไสวเพื่อให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์
หรือส่งต่อความสว่างไปสู่เทียนเล่มอื่นได้มากแค่ไหน
สิ่งที่สำคัญกว่าชีวิตที่ยืนยาว
คือการทำให้ชีวิตมีคุณค่าทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
ทำตนเองให้เหมือนดังต้นไม้ใหญ่ที่สามารถยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง
ไม่หวั่นไหวต่อแรงลม ค่อยให้ร่มเงาต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้พักอาศัย
ถ้ามีชีวิตอยู่ได้อย่างนี้แม้มีชีวิตวันเดียว
ก็มีค่ากว่าการอยู่อย่างอายุยืนยาวเป็นร้อยปี
แต่ว่าไม่ได้ทำความดีหรือทำประโยชน์อะไรให้แก่ใครเลย
วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558
On 04:27 by EForL in ปัญหาชีวิต No comments
คุณผู้หญิงท่านหนึ่งมักเอาเรื่องของสามีตัวเองมาระบายให้ฟังอยู่บ่อย
ๆ ว่า ผู้ชายหรือสามีของเขาไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้
เมื่อได้ฟังบ่อย
ๆ เข้าก็ชักจะสงสัยว่าตอนที่คบกันใหม่ ๆ เป็นแบบนี้หรือเปล่า
พร้อมกับพูดให้สติคุณผู้หญิงท่านนั้นไปว่า
ผู้ชายที่สมบูรณ์นั้นไม่มีหรอก
เช่นเดียวกับผู้หญิงที่สมบูรณ์ก็ไม่มี อย่างคุณก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่สมบูรณ์
แต่คุณก็ดีพอที่จะเป็นภรรยาหรือเป็นแม่คนได้ แฟนของคุณก็ไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์
แต่เขาก็ดีพอที่ จะเป็นสามีหรือพ่อของลูกได้
เหตุประการหนึ่ง
ที่ทำให้ชีวิตคู่ไม่มีความสุขเป็นเพราะ
ต่างฝ่ายชอบเปรียบเทียบคู่ชีวิตของตนกับคนอื่น เช่นว่า แฟนเขาดีกว่าแฟนของเรา
จึงเกิดความไม่พอใจในคู่ครองของตน เพราะคิดว่าแฟนเราไม่ใช่คนที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นเขา
ที่จริงเขาลืมไปว่าอยากจะได้คู่ชีวิตที่สมบูรณ์
แต่ตัวเองกลับทำตัวให้สมบูรณ์แบบไม่ได้ ในทางกลับกันถ้าเปิดใจยอมรับในความไม่สมบูรณ์ของกันและกัน
แล้วต่างฝ่ายปรับจูนเข้าหากัน ชีวิตคู่ก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุข ถ้าคิดแบบนี้
ความพอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ ก็จะเกิดขึ้น
วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558
On 00:25 by EForL No comments
นักธุรกิจไทยผู้หนึ่งได้เล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งไปเรียนหนังสือในเมืองบอสตันว่า
เธอเคยถูกคนผิวดำล็อกคอและเอามีดจี้ขณะรอสัญญาณไฟเขียวหน้ามหาวิทยาลัย
เมื่อโจรพบว่า ในกระเป๋าของเธอมีเงินแค่ ๒๐ ดอลลาร์ ก็ไม่พอใจ
เขาขุ่นเคืองหนักขึ้นเมื่อพบว่าเธอไม่มีแม้แต่นาฬิกา แหวน หรือกำไลข้อมือ
เขาจึงถามเธอว่า
"เป็นคนเอเชียมาเรียนที่นี่ได้ต้องรวยไม่ใช่หรือ?"
เธอตอบว่า "สำหรับฉันน่ะไม่ใช่ เพราะได้ทุนมา"
แล้วชายผิวดำยังถามอีกว่า "เงิน ๒๐
ดอลลาร์ว่าจะเอาไปทำอะไร"
เธอตอบว่า "เอาไปซื้อไข่"
ชาวผิวดำ "เอาไข่ไปทำอะไร"
เธอตอบว่า "เอาไปต้มกิน เพื่อให้อยู่ได้ถึงอาทิตย์หน้า" เธอตอบตามความจริงเพราะตอนนั้นการเงินฝืดเคือง
ระหว่างที่โต้ตอบกันอยู่นั้น ยามหน้ามหาวิทยาลัยเห็นผิดสังเกต จึงทำทีจะเข้ามาช่วย
เธอมองเห็นพอดีเลยโบกมือพร้อมกับบอกว่า "ไม่ต้องๆ
เราเป็นเพื่อนกัน"
ชาวผิวดำได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับงง ถามว่า
"คุณรู้จักกับผมตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"ก็เมื่อกี้ไง"
ชายผิวดำเปลี่ยนท่าทีไปทันที หลังจากสนทนาพักใหญ่
เขาไม่เพียงแต่จะคืนเงินให้เธอ หากยังพาเธอไปซื้อไข่และซื้ออาหาร ๓ ถุงใหญ่ พร้อมทั้งหิ้วมาส่งถึงหน้ามหาวิทยาลัย
แล้วยังมอบเงินให้อีก ๕๐ ดอลลาร์
วันรุ่งขึ้นเธอนำเงิน ๕๐ ดอลลาร์นั้นไปซื้อเครื่องปรุงอาหารไทย
แล้วไปเยี่ยมบ้านเขาเพื่อทำต้มยำกุ้งให้กินกันทั้งครอบครัว
นับแต่นั้นทั้งสองฝ่ายก็ไปมาหาสู่กัน
เธอเล่าว่าทุกวันนี้หากมีธุระไปบอสตันก็จะไปแวะเยี่ยมครอบครัวนี้ทุกครั้ง
น้ำใจไมตรีและความดีนั้นมีพลังที่สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี
และเปลี่ยนภัยคุกคามให้เป็นสะพานสานแห่งมิตรภาพได้
พลังของน้ำใจไมตรีและความดีนั้นอยู่ที่การดึงเอาคุณธรรม
และความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่งออกมา แม้จะซ่อนเร้นหรืออยู่ลึกเพียงใดก็ตาม
ในทางตรงกันข้ามการใช้พละกำลังและความรุนแรงมีแต่จะดึงเอาความโกรธเกลียด
และคุณสมบัติทางลบของคู่กรณีออกมาปะทะกัน
ผลก็คือความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นความรุนแรง หรือทำให้ความรุนแรงไต่ระดับจนยากที่จะระงับได้
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558
On 03:12 by EForL No comments
โยชิมี โฮรุจิ :
พอได้ยินคำว่าอ่านหนังสือ คนญี่ปุ่นจะนึกถึงงานอดิเรก คือว่างๆ
ก็หยิบหนังสือออกมาอ่าน
สังคมญี่ปุ่นนั้น จะเน้นให้ทุกคนในครอบครัวรักการอ่าน
และทำให้รู้สึกว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องสนุก
แต่สังคมไทยถูกทำให้การอ่านเป็นเรื่องยาก หนักและเครียด
ทำให้หนังสือถูกมองเป็นเพียงแค่อุปกรณ์การเรียน ไม่ใช่สิ่งบันเทิงใจ ...
รายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่น ขนาดดาราญี่ปุ่น เวลาออกรายการ เขาก็เอาหนังสือที่ขายดี
ๆ มาแนะนำให้ผู้ชมได้รู้กัน ในขณะที่ดาราไทยนี่คุยเรื่องอื่น ๆ หรือเรื่องส่วนตัว
ภาพและบทความข่าวจาก www.prachatai.org เรื่อง อ่านหนังสือ อ่านสังคม
อ่านโลก
อ่านชีวิต กับ "โยชิมิ โฮรุจิ"
อ่านชีวิต กับ "โยชิมิ โฮรุจิ"
โยชิมิ โฮรุจิ
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
On 05:00 by EForL No comments
การติดต่อสื่อสารกันของมนุษย์เริ่มต้นจากภาษาพูดและภาษาเขียน
ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องระยะทาง ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ แซมมวล มอร์ส
ประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อจำกัดที่กล่าวมานี้
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า...
ภรรยาของมอร์สเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย
ในขณะที่มอร์สเองอยู่ต่างจังหวัด
แม้มีคนเขียนจดหมายมาบอกให้กลับมารวมงานศพแต่กว่าที่เขาจะทราบข่าวศพก็ถูกฝังไปเรียบร้อยแล้ว
เขาเลยรำพึงในใจว่า "อะไรมันจะล้าช้าซะขนาดนี้
มันน่าจะเครื่องมืออะไรสักอย่างหนึ่งที่ทำให้คนสามารถพูดคุยกันข้ามจังหวัดได้"
ต่อมาเขาได้สร้างเครื่องโทรเลขที่สามารถสื่อสารกันในระยะไกลได้
แล้วก็มีคนมาต่อยอดความคิดเรื่อยๆ
จนกลายมาเป็นสมาทโฟนอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้นี่เอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
Search
สนับสนุนผู้เขียน
เสียงเพรียกแห่งธรรม
บทความยอดนิยม
บทความทั้งหมด
- สิงหาคม 2018 (1)
- สิงหาคม 2016 (1)
- กรกฎาคม 2016 (1)
- มิถุนายน 2016 (5)
- เมษายน 2016 (1)
- มีนาคม 2016 (3)
- มกราคม 2016 (1)
- พฤศจิกายน 2015 (3)
- ตุลาคม 2015 (2)
- สิงหาคม 2015 (1)
- กรกฎาคม 2015 (1)
- มิถุนายน 2015 (3)
- พฤษภาคม 2015 (1)
- เมษายน 2015 (1)
- มีนาคม 2015 (1)
- ธันวาคม 2014 (5)
- พฤศจิกายน 2014 (4)
- พฤศจิกายน 2009 (4)
- มิถุนายน 2009 (5)
- กุมภาพันธ์ 2009 (2)
- มกราคม 2009 (4)
- พฤศจิกายน 2008 (7)
- ตุลาคม 2008 (2)
- กรกฎาคม 2008 (1)
สถิติผู้เข้าชม
ชีวิตไม่ใช่ เครื่องจักรมันมีความซับซ้อนมีความสดใส ร่าเริงมองโลกในแบบต่างๆรักอิสระ รักพวกพ้อง และมีปัญหาหลากหลาย ต้องการใครสักคน มาให้คำตอบเพื่อเป็นแนวทาง ในการดำเนินชีวิต




