Google+ Education For Life

ชีวิตไม่ใช่ เครื่องจักรมันมีความซับซ้อนมีความสดใส ร่าเริงมองโลกในแบบต่างๆรักอิสระ รักพวกพ้อง และมีปัญหาหลากหลาย ต้องการใครสักคน มาให้คำตอบเพื่อเป็นแนวทาง ในการดำเนินชีวิต

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

บัณฑิตในกาลก่อนกล่าวไว้ว่า
มิตรย่อมแหนงหน่าย
หรือเอือมระอากันด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ
๑ การคลุกคลีกันเกินไป
๒ การไม่ไปมาหากัน
๓ การขอในเวลาไม่สมควร
เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรไปหากันพร่ำเพรื่อนัก  ไม่ควรเหินห่างไปให้เนิ่นนาน 
และควรขอในสิ่งที่ควรขอตามเหตุที่สมควร  ด้วยอาการอย่างนี้มิตรทั้งหลายจึงจะไม่แหนงหน่ายกัน



วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เริ่มต้นจากการเปลี่ยนทัศนคติของเขาก่อน โดยทำให้เจ้าตัวเกิดแรงบันดาลใจว่าอยากจะเลิก
วิธีการคือ
1. ทำให้เขาเห็นโทษของสุราทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า ในชาตินี้ก็อย่างเช่น สุราทำให้เสียสุขภาพ ทำให้เสียทรัพย์ แล้วก็บั่นทอนเครดิตหน้าที่การงานต่างๆ อย่างไร
ส่วนในชาติหน้าก็คือลองเอาแอนิเมชั่นมหานรกขุมห้า ถ้าไม่ทราบจะหาที่ไหนให้ถามหลังไมค์มาได้เลย หรือไปเปิดในยูทูปก็ได้ แล้วส่งให้เขาดูแบบเนี่ยนๆ 
2. จัดสภาพสิ่งแวดล้อมใหม่โดยยึดหลักว่าสิ่งใดทำให้นึกถึงสุรา เช่น ขวดเหล้าหรูๆ ที่วางอยู่ในตู้โชว์ ภาพสุรา ภาพเพื่อนฝูงที่ชอบดื่มสุรา ก็นำออก
3. ประการสุดท้าย น่าจะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับใครหลายคนคือกลุ่มเพื่อนฝูงนักเสพของเขา การที่จะบอกให้เขาห่างออกจากเพื่อนกลุ่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ก็มีวิธี เช่น พาไปเขาไปทำกิจกรรมอย่างอื่น พาไปเยี่ยมพ่อแม่ของเขา(ในกรณีที่ได้อยู่ด้วยกัน) 
พาไปหาพระ
เมื่อทำให้ห่างออกมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ทำให้นึกถึงเหล้าเลย ก็จะส่งเสริมให้สามารถเลิกได้ง่ายขึ้น พอปรับความเคยชินไปสักเดือนสองเดือนเท่านั้นแหละ ก็จะสามารถทำได้สำเร็จ


วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

คาถาที่จะกล่าวนี้เป็นคาถาที่ท้าวเวสวัณมหาราช (เทพที่ปกครองยักษ์ทั้งสี่เหล่า)
กล่าวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พวกยักษ์ทั้งหลายลงมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่เขาคิชฌกูฏ
ในครั้งนั้น ท้าวเวสวัณมหาราช ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ยักษ์บางพวกมิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์บางพวกที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี เพราะเหตุนี้ ยังมีสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าบางพวกชอบเสพเสนาสนะอันเป็นราวไพร ในป่า มีเสียงน้อย ซึ่งที่เหล่านี้ยังมีพวกยักษ์ปกครองอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดให้พระสาวกทรงเรียน
อาฏานาฏิยรักษ์ เพื่อให้ยักษ์พวกที่ไม่เลื่อมใสในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้เลื่อมใส เพื่อคุ้มครอง เพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่สำราญของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า ซึ่งคาถาที่ว่านี้ก็คือ อาฏานาฏิยคปริตร

ก่อนจะสวดก็ให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วค่อยสวด


วิปัสสิสสะ นะมัตถุ จักขุมันตัสสะ สิรีมะโต
สิขิส สะปิ นะมัตถุ สัพพะภู ตานุกัมปิโน
เวสสะภุสสะ นะมัตถุ  นหาตะกัสสะ ตะปัสสิโน
นะมัตถุ กะกุสันธัสสะ มาระ เสนัปปะมัททิโน
โกนาคะมะนัสสะ นะมัตถุ พราหมะณัสสะ 
วุสีมะโต กัสสะปัสสะ นะมัตถุ วิปปะมุตตัสสะ
สัพพะธิ อังคีระสัสสะ นะมัตถุ สักยะปุตตัสสะ
สิรีมะโต โย อิมัง  ธัมมะมะเทเสสิ สัพพะทุกขาปะนูทะนัง
เย จาปิ นิพพุตาโลเก ยะถาภูตัง วิปัสสิสุง เต ชะนา อะปิสุณา
มะหันตา วีตะ สาระทา หิตัง เทวะมะนุสสานัง ยัง นะมัสสันติ โคตะมัง
วิชชาจะระณะสัมปันนัง มะหันตัง วีตะสาระทัง

วิชชาจะระณะสัมปันนัง พุทธัง วันทามะ โคตมันติ ฯ



วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คำทำนายซินแสจีนท่านหนึ่งกล่าวว่า (ขอสงวนนาม)

ดวงนี้ ไม่มีใครทำอันตรายท่านได้..

พระธัมมชโย เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สัญลักษณ์ประจำตัวท่านคือพระอาทิตย์

ผู้เก่งกล้า ชาญฉลาด มีคุณธรรมและเที่ยงตรง เก่งทางศิลปะหลายแขนงที่ไม่มีผู้เปรียบเทียบได้

มีโครงงาน โครงการ ขยายงานตลอดชีวิต (ถ้าเทียบทางโลกคือ งานเลี้ยงไม่มีวันเลิกลา )

ปีนี้ 2559 เป็นปีที่ดาวใหญ่(คือดาวปีกุน)คลุมตัวท่านมาแล้ว 5 ปีนี้.ปีนี้เป็นปีสุดท้าย ดาวกุนเป็นธาตุน้ำ มาดับไฟ(คือตัวท่าน) จึงเกิดการใส่ร้ายสาดโคลนมายังท่านซึ่งเกิดมา4 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีสุดท้าย

ดาวกุน เป็นดาวธาตุน้ำก็จริง. แต่เหตุการณ์จะกลับตาลปัด เพราะดาวกุนพอมาเข้าใกล้ดาวพระอาทิตย์ของท่าน เกิดชอบพอดาวพระอาทิตย์กลายเป็น ดาวอุปถัมภ์ท่านทันที
(เหตุการณ์ที่ท่านถูกโจมตีนี้ ดูเหมือนจะแย่ ที่แท้สุดท้ายให้ผลดีมากๆ)

ประกอบกับปีนี้ตั้งแต่ 4 กุมภา 2559 ดาวจรเป็นปีวอก. ข้างบนคือธาตุไฟพระอาทิตย์ ข้างล่างคือธาตุทอง. มีผลกับตัวท่านคือธาตุไฟจะทำให้ปีนี้มีผู้ศรัทธาในตัวท่านมากเป็นประวัติการณ์. ชื่อเสียงจะมีผู้ประชาสัมพันธ์ คุณงามความดีของท่านให้ขจรกระจายไปทั่วโลก

ศัตรูจะแพ้ภัยตัวเอง
พอพ้นปีนี้ เข้าปีหน้า พ.ศ.2560-2564
เป็นปีที่มีดาวพระอาทิตย์คลอบคลุมตัวท่าน 5 ปีเต็ม.

แปลว่างานพุทธศาสนาของท่านจะแพร่ขยายไปทั่วโลก ดึงไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ผู้คนจากทุกมุมทุกประเทศของโลกจะหลั่งไหลเข้ามายังวัดพระธรรมกายจนตั้งรับไม่ทัน มากขึ้นเรื่อยๆ



เรื่องเคยมีมาแล้ว
คดี 2 ตายายเก็บเห็ด!!
เริ่มต้น ที่จนท.ป่าไม้!!โดยการนำของ นายอำเภอท้องที่!! ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน!!
ได้นำเจ้าหน้าที่ป่าไม้และอาสาจำนวนมากนำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนที่ถูกบุกรุก
และตัดไม้กว่า72ไร่ไม่พบตัวผู้กระทำผิด!! แต่ไปพบรถจยย.ของตายายที่จอดเก็บเห็ดโดยจอดทิ้งไว้
จนท.ป่าไม้ได้ยกรถนำไปมอบ ให้ตำรวจท้องที่(พงส) จากนั้นตำรวจก็ตรวจ สอบจากทะเบียนและเชิญตัว2ตายายมาสอบ

                                          เครตดิตภาพจาก:www.manager.co.th

ในฐานะพยาน!!โดยขณะนั้นตายายก็ให้การสดๆ ไม่มีทนายความ!โดยให้การว่าออกไปเก็บเห็ด 
และหาของป่า
วันต่อมาตำรวจเรียก2ตายายมาแจ้งข้อหา!บุกรุกป่า และตัดไม้72ไร่ โดยสองตายายให้การว่า
มาเก็บเห็ดและหาของป่าและให้การปฏิเสธในข้อหาดังกล่าว
ต่อมานายอำเภอ!!สรุปสำนวน!!มีความเห็น"สั่งฟ้อง"!!ให้ตำรวจส่งสำนวนใหักับอัยการ!!และต่อมาอัยการ!!ก็สรุปสำนวนมีความเห็น"สั่งฟ้อง"เช่นกัน
และส่งตัว2ตายายฟ้องศาลและในวันฟ้องนนั้นก็รับสารภาพโดยที่ไม่ทราบเนื้อหาในคำฟ้องใดๆและจากรับสารภาพศาล ได้พิเคราะห์ตามคำฟ้อง ของโจทก์และคำขอท้าย ฟ้องศาลจึงมีคำพิพากษา จำคุก30ปีแต่รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งนึงคงจำคุก 14 ปี12เดือนต่อมาอุทธรณ์ยืนและอยู่ระหว่างฎีกา
แม้ต่อมาสองตายายจะได้รับการช่วยเหลือจนไม่ต้องถูกจำคุกแต่ หัวใจบริสุทธิ์ของสองตายายได้ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้ว

                                           เครตดิตภาพจาก:www.manager.co.th

ฉันใดก็ฉันนั้น
คดีความของพระธัมมโยก็เช่นเดียว
หลายคนอาจจะตั้งข้อสังเกตุว่า "ถ้าไม่ผิดแล้วจะกลัวอะไร"
ถ้าลองเปิดใจแล้วตรองข้อมูลเหล่านี้ดูก็อาจถึงบางอ้อ
เจ้าหน้าที่รัฐตั้งของหาให้พระธัมชโยว่า "ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร"
แค่ข้อหาก็ถือว่าแปลกมากแล้ว


1. คำว่าฟอกเงิน คือ การนำเงินที่ทำผิดกฎหมายเข้าสู่กระบวนการทำเงินให้สะอาดแล้วย้อนกลับไปหาเจ้าของทรัพย์ แต่กรณีของพระธัมชโยไม่เข้าเค้าเลย เพราะทางวัดก็นำหลักฐานเส้นทางการเงินมาแสดงแล้วปรากฎว่า นำไปสร้างศาสนสถานเพื่อใช้ประโยชน์ทางพระพุทธศาสนา (เรื่องนี้ปปง.ตรวจสอบได้)

2. หลวงพ่อรับบริจาคอย่างเปิดเผยไม่มีเจตนาทำทุจริตเยี่ยงโจร

3. เงินทุกบาทใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะทั้งหมด ไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวแม้แต่บาทเดียว ไม่เคยถอนเป็นเงินสดเลย ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินหมดแล้วถูกต้องหมด

4. เมื่อเกิดเหตุแล้วคณะศิษย์ตั้งกองทุนเยียวยาช่วยสมาชิกสหกรณ์เต็มจำนวน สหกรณ์ไม่ติดใจ และขอบคุณวัดพระธรรมกาย แต่เจ้าหน้าที่กลับติดใจ

5. การตั้งข้อหารับของโจร แล้วยกกำลังเป็นพันพร้อมรถหุ้มเกราะ เฮลิคอปเตอร์ บุกวัดในพระพุทธศาสนาเพื่อจับกุมพระชราและอาพาธ จากการกระทำเช่นนี้เองจึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า
เจ้าหน้าที่ตั้งใจทำคดีนี้เกินไปหรือเปล่า?

6. มีความพยายามออกข่าวสู่สาธารณะว่า เพื่อช่วยสหกรณ์ แต่ทั้งหมดที่เจ้าหน้าทีทำ ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสหกรณ์เลยแม้แต่น้อย

ความไม่ชอบมาพากลเหล่านี้เอง จึงทำให้ลูกศิษย์ต้องลูกขึ้นมาปกป้องพระธัมมชโย ซึ่งสื่อก็พยายามจะประโค่มข่าวเหลือเกินว่า วัดต่อต้านอำนาจรัฐทั้งที่จริงแล้ว

ศิษย์แค่ต้องการความยุติธรรมที่แท้จริงจากเจ้าหน้าที่รัฐต่างหาก


วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

On 03:49 by EForL   No comments
ในสมัยพุทธกาล มีนักรบคนหนึ่ง มีความเห็นผิดตามคำสอนของอาจารย์ว่า
"การฆ่าคนในสงคราม ยิ่งฆ่าได้มากยิ่งจะได้ไปอยู่ในสวรรค์"
วันหนึ่งนายนักรบมืออาชีพคนนี้ได้มาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทูลถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการฆ่าคนแล้วได้ไปอยู่ในสวรรค์ว่าเป็นจริงอย่างที่อาจารย์ของตนกล่าวไว้ไหม
เมื่อพระพุทธองค์ได้ฟังคำถามดังนี้แล้ว ก็ยังไม่ตอบ แม้ครั้งที่สอง ครั้งที่สามก็ยังไม่ตอบ
นายนักรบก็ไม่ละความพยายามที่จะถาม พระพุทธองค์เมื่อไม่อาจห้ามความสงสัยของนายคนนี้ได้จึงตรัสตอบว่า
ดูก่อนท่าน..
นักรบคนใด อุตสาหะพยายามในสงคราม โดยตั้งจิตตั้งใจไว้ว่า คนเหล่านี้จงถูกฆ่า จงถูกแทง จงขาดสูญ จงพินาศ หรือว่าอย่าได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไป ผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเกิดในนรกชื่อสรชิต
เพราะเหตุแห่งความเห็นผิด
ดูก่อนท่าน ก็เราย่อมกล่าวคติ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานของบุคคลผู้มีความเห็นผิดเช่นนี้
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว นายนักรบมืออาชีพร้องไห้สะอื้น น้ำตาไหล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า...
เราได้ห้ามท่านแล้วมิใช่หรือว่า อย่าเลยของดข้อนี้เสียเถิด อย่า
ถามเราถึงข้อนี้เลย เขาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้
ร้องไห้ถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ กะข้าพระองค์หรอก แต่ว่า
ข้าพระองค์ถูกนักรบอาชีพทั้งอาจารย์และปาจารย์ก่อน ๆ ล่อลวงให้หลงสิ้น
กาลนานว่า นักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายามในสงครามเมื่อตายจะได้ไปอยู่ในสวรรค์
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือส่องไฟในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักได้เห็นรูป ฉะนั้น
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับทั้ง
พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำ
ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่

วันนี้เป็นต้นไป.

อ้างอิงจากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏ เล่ม29 หน้า184


วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ในกรุงสาวัตถี มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่ออานนท์ แม้ว่าอานนทเศรษฐีผู้นี้จะมีทรัพย์มากถึง 80 โกฏิ แต่เขามีความตระหนี่ไม่เคยบริจาคสิ่งใดให้แก่ใครเลย ท่านเศรษฐีได้แต่สอนบุตรของตน ผู้ชื่อว่ามูลสิริเนืองๆว่า “เจ้าอย่าได้สำคัญว่า ทรัพย์ 80 โกฏินี้มาก อย่าได้ให้ทรัพย์ที่มีอยู่นี้ แต่ควรสร้างทรัพย์ใหม่ให้เกิดขึ้น มิฉะนั้นแล้วทรัพย์ของเจ้าก็จะหมดสิ้นไป” ท่านเศรษฐีได้นำทรัพย์ไปฝังไว้ 5 แห่งในบริเวณบ้าน แต่ไม่ยอมบอกที่ฝังของขุมทรัพย์นั้นแก่บุตรของตน ต่อมหาเศรษฐีก็ได้เสียชีวิตลง



อานนทเศรษฐีเมื่อเสียชีวิตแล้ว ก็ได้ไปถือกำเนิดในครรภ์ของหญิงจัณฑาลผู้หนึ่งในหมู่บ้านของคนจัณฑาล ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถี นับตั้งแต่มีทารกมาถือกำเนิดในครรภ์ คนในหมู่บ้านนั้นก็มีรายได้ลดลง พวกคนจัณฑาลนั้นคิดว่า จะต้องมีคนกาลกัณณีอยู่ในหมู่ของพวกตนแน่ๆ จึงแบ่งคนจัณฑาลออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อกำจัดคนกาลัณณีนั้นออกไปตามกระบวนการเฟ้นหาคนกาลกัณณี ในที่สุดก็ได้บทสรุปว่า หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นจะต้องเป็นคนกาลกัณณี นางจึงถูกขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านนั้น เมื่อบุตรของนางคลอดออกมา ก็เป็นทารกที่มีหน้าตาน่าเกลียดและเป็นคนกาลกัณณีจริงๆ วันใดนางไปขอทานคนเดียว วันนั้นนางก็จะได้สิ่งของ แต่ถ้าวันใดนางนำบุตรไปขอทานด้วย วันนั้นนางก็จะไม่ได้อะไร ดังนั้นเมื่อบุตรเติบโตพอที่จะขอทานโดยลำพังได้ นางจึงนำภาชนะใส่มือบุตรแล้วบอกให้ไปขอทานตามลำพัง ทารกอดีตอานนทเศรษฐีก็เดินขอทานผ่านไปทางบ้านเดิมของตน เกิดระลึกชาติของตนได้ จึงเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น เมื่อพวกลูกๆของมูลสิริเศรษฐีเห็นทารกจัณฑาลเดินเข้าไปในบ้านก็ตื่นตระหนกตกใจร้องไห้กันโกลาหล พวกคนใช้ได้เข้าทุบตีทารกอดีตอานนทเศรษฐี แล้วนำออกไปโยนไว้ที่กองขยะนอกบ้าน



ขณะนั้น พระศาสดามีพระอานนท์เป็นผู้ติดตาม เสด็จบิณฑบาตผ่านมาถึงที่ตรงนั้นพอดี ได้ตรัสบอกพระอานนท์ให้ไปตามมูลสิริเศรษฐีออกมาเฝ้า เมื่อมูลสิริเศรษฐีออกมาเฝ้าแล้ว พระศาสดาได้ตรัสว่า ทารกจัณฑาลผู้นี้คืออดีตบิดาของมูลสิริเศรษฐีในอดีตชาติ แต่มูลสิริเศรษฐีไม่เชื่อ พระศาสดาจึงทรงทำการพิสูจน์โดยตรัสบอกให้ทารกจัณฑาลนั้นบอกขุมทรัพย์ 5 แห่งที่ถูกฝังเอาไว้เหล่านั้น พอทารกจัณฑาลบอกได้ถูกต้อง มูลสิริเศรษฐีจึงยอมรับความจริงและได้มายอมรับนับถือพระศาสดา ประกาศตนเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559

1. คลิก Start -> ที่ช่อง Search programs and files พิมพ์ CMD แล้วกดปุ่ม ctrl+Shift + Enter เพื่อเรียกใช้งาน Command Prompt ในโหมด Administrator
2. พิมพ์คำสั่ง powercfg.exe -h off เพื่อปิด หรือ powercfg.exe -h on เพื่อเปิด แล้วกด Enter
3. พิมพ์คำสั่ง exit เพื่อออกจากหน้าต่าง Command Prompt แล้วรีสตาร์ทเครื่องใหม่


วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559



1.ไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด ฤดูร้อน อากาศร้อน ต้องหาทางช่วยดับความร้อน เพื่อป้องกันความร้อนกระทบร่างกายมากเกินไป เป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่วิธีการให้ความเย็นจัดเข้าไปในร่างกายนับว่าเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม เพราะนอกจากไม่ช่วยให้หายร้อนแล้วยังอาจทำให้ช็อกได้

2. เครื่องดื่มที่เหมาะสมในหน้าร้อน ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ เพราะหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก ควรดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือจะเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ หรือสมุนไพรอื่น ๆ ก็สามารถเลือกได้

3.ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่อแจ่มใส อาจทำให้เป็นหวัดได้

4. การนอนพักผ่อน ควรนอนหลับให้เพียงพอ

5. อย่างด อาหารเช้า เพราะร่างกายต้องการ สารอาหาร เพื่อกระตุ้น ระบบเผาผลาญ ซึ่งจะช่วย ควบคุมน้ำหนัก ด้วย แต่ควรหลีกเลี่ยง อาหาร จำพวก แป้งขัดขาว หรือ ของทอด ของมัน หากควบคุมอาหาร แล้วยังรู้สึก ท้องอืด และ อึดอัด อยู่ เม็กซ์ ทอมลินสัน นักโภชนาการ แนะนำให้ดื่ม น้ำชา เปปเปอร์มิ้นต์ ช่วยขับลม จะทำให้รู้สึกสบายขึ้น

6. ดูแลสุขภาพของเด็กโดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และทางเดิน

7. หญิงตั้งครรภ์กับการปฏิบัติตัวในหน้าร้อน คือ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นหวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป

8. บุคคลที่ต้องระวังให้มาก คนสูงอายุผู้ที่มีระบบย่อยที่ไม่ดี และคนที่มีม้ามบกพร่อง ผู้ที่มีลักษณะสามอย่างที่กล่าวมานั้น เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด ถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไป และเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย อาการที่แสดงออก คือ ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อน เป็นต้น

9. อย่าทา ครีมกันแดด อย่างเร่งรีบ แพทย์ผิวหนัง แนะนำให้ทาให้ทั่วถึงแม้แต่ ในร่มผ้า ด้วย โดยทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และหลัง ว่ายน้ำ แม้ผลิตภัณฑ์จะเป็นสูตรกันน้ำ ก็ตาม โดยควรเลือกที่มีส่วนผสมของ Mexoryl และ Tinosorb เพราะสามารถกรอง รังสียูวีเอและยูวีบี ได้ดี เช่น Vichy, Nivea และ Ambre Solaire จาก Garnier

10. อากาศร้อนจัดมีผลต่อ อารมณ์ หงุดหงิด และ หดหู่ (SAD - Seasonal Affective Disorder) จากสถิติ ผู้หญิงจะเป็นมากกว่า ผู้ชาย ดังนั้นลองออกไป เดินเล่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ หรือช่วงที่คนไม่มาก สิ่งสำคัญคือ พยายาม กระฉับกระเฉง เข้าไว้

11. หากผิวแสบร้อนจาก การโดนแดด แพทย์ผิวหนัง แนะนำให้กิน ยาแอสไพริน เพื่อลด อาการเจ็บปวด แล้วลองแช่ตัว ใน อ่างน้ำ อุณหภูมิร่างกาย โดยใส่ ออยล์ สำหรับ แช่อาบ จากนั้น บำรุงผิว ด้วย โลชัน ที่มีส่วนผสมของ ว่านหางจระเข้ หรือ อาฟเตอร์ซันเจล และหลีกเลี่ยงแดด ในวันถัดไป

12. ลองทำ สเปรย์บรรเทาผิวไหม้เกรียม อย่างง่าย ๆ คือ น้ำกรองบริสุทธิ์ 2 ออนซ์ ใส่ เอสเซ็นเชียลออยล์ กลิ่นลาเวนเดอร์ 9 หยด กลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์ 2 หยด และ สเปียร์มิ้นต์ 1 หยด ผสมรวมกันแล้วใส่ใน กระบอกฉีด สำหรับพกติดตัว

13. หากต้องออกไปเผชิญ อากาศร้อน ภายนอก ควรใช้ เครื่องสำอาง เนื้อครีม ที่ปัจจุบันมี เนื้อแห้งเหมือนแป้ง หากหน้ามัน ปัดทับด้วย บรอนเซอร์ หรือ แป้งชนิดฝุ่น



ที่มา  variety.mwake.net , beauty.yopi.co.th,gimmeblogs.com

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องของความสำเร็จและความล้มเหลวเท่านั้น ยังมีหลายอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นองค์ประกอบแห่งชีวิต หนึ่งในจำนวนนั้นคือ "ความสุข" ชีวิตที่ไร้สุข แม้จะประสบความสำเร็จ จะเรียกว่าเป็นชีวิตที่มีคุณภาพได้อย่างไร

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในอันนนาถสูตร ว่า "ความสุข ๔ ประการ
ที่มนุษย์(ผู้ครองเรือน)ทุกคนพึงได้รับตามกาลสมัย" ได้แก่
1. สุขอันเกิดจากการมีทรัพย์
2. สุขอันเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง หรือสร้างประโยชน์สุขต่อบุคคลอื่นในสังคม
3. สุขจากการไม่เป็นหนี้
4. สุขอันเกิดจากการทำงานไม่มีโทษ คือความภูมิใจว่าตนมีความประพฤติสุจริต มีอาชีพที่สุจริต ไม่ได้ไปปล้นใครกิน

ความสุขทั้งสี่ประการนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า ความสุขอันเกิดจากการทำงานไม่มีโทษยอดเยี่ยมที่สุด

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

ณ ป่าแห่งหนึ่ง  มีฝูงนกกระจาบฝูงใหญ่อาศัยอยู่ในราวป่า
 วันหนึ่ง นกกระจาบจ่าฝูงได้แนะนำนกกระจาบทุกตัวว่า
   " ท่านทั้งหลาย เมื่อถูกตาข่ายของนายพรานครอบแล้ว ให้ท่านทุกตัวสอดหัวเข้าในตาข่ายตาหนึ่งๆ แล้วพากันบินไปที่ต้นไม้มีหนาม ทิ้งตาข่ายไว้แล้วบินหนีไปนะ " หมู่นกกระจาบพากันรับคำ
ต่อมาอีกสองวัน ฝูงนกกระจาบถูกตาข่ายของนายพรานเข้าก็พากันทำเช่นนั้น
ทำให้นกทุกตัวสามารถหนีรอดไปได้
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่นกกระจาบเหล่านี้กำลังหากินอาหาร มีนกกระจาบตัวหนึ่งบินลงพื้นแต่พลาดไปเหยียบถูกหัวนกกระจาบอีกตัวหนึ่งเข้า ตัวถูกเหยียบหัวโกรธจึงเป็นเหตุให้ทะเลาะกันลามไปทั้งฝูง ฝ่ายนกกระจาบจ่าฝูง เห็นพวกนกมัวแต่ทะเลาะกัน ก็คิดว่า
   " ขึ้นชื่อว่า การทะเลาะกัน ย่อมไม่มีความปลอดภัย ความพินาศจะเกิดขึ้น "
จึงได้พาบริวารส่วนหนึ่งบินหนีไปอยู่ที่อื่น
ฝ่ายนายพราน พอผ่านไปสองสามวัน ก็มาดักตาข่ายอีก
พอฝูงนกติดตาข่ายของนายพรานในครั้งนี้อีก ต่างทะเลาะกัน เกี่ยงกันบิน ต่างคนต่างบินไปคนละทิศคนละทาง สุดท้ายตาข่ายก็ไม่ลอยขึ้นไปที่สูง เมื่อนายพรานตรวจดูตาข่ายก็เห็นฝูงนกติดอยู่เต็มไปหมด จึงรวบไปเป็นอาหารและขายเพื่อนำทรัพย์มาเลี้ยงชีพ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การทะเลาะกัน นำมาซึ่งความพินาศ

กาลครั้งหนึ่ง ณ เมืองตักกะศิลา มีพราหมณ์คนหนึ่งมีลูกสาวสวยงามมาก เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วทั้งอาณาจักร ในแต่ละวันจะมีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาจีบลูกสาวของพราหมณ์คนนี้อย่างไม่ขาดสาย ในบรรดาชายหนุ่มที่เข้ามาจีบลูกสาวของพราหมณ์นั้น มีชายหนุ่ม ๔ คน ที่เข้าตาของพราหมณ์ คือ
คนที่ ๑ เป็นคนรูปหล่อ
คนที่ ๒ มีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตา
คนที่ ๓ เป็นเศรษฐีมั่งคั่ง
คนที่ ๔ เป็นคนมีศีลธรรม
พราหมณ์คิดหนักว่าจะเลือกใครเป็นลูกเขยดี เพราะทั้ง ๔ คน ก็มีความดีแตกต่างกันไป เขาจึงตัดสินใจไปปรึกษาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ว่า
"ท่านอาจารย์ครับ ผมมีเรื่องกลุ้มใจมาปรึกษาอาจารย์ คือมีชายหนุ่มที่มีลักษณะเด่นอยู่ ๔ คน มาจีบลูกสาวผม ผมคิดไม่ตกว่าจะเลือกใครดี ถ้าอาจารย์เป็นผมจะเลือกเอาคนไหน ระหว่างคนหล่อ คนมีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตา คนมีเงินมาก และคนมีศีล"
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ตอบว่า "รูปร่างหน้าตาดีก็มีประโยชน์ คนมีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตาก็น่าเคารพ ผู้มีเงินมีทองมีชาติสูงก็มีประโยชน์ แต่ข้าพเจ้าชอบใจศีล"
 "เพราะ....คนไม่มีศีลถึงรูปหล่อก็น่าตำหนิ คนไม่มีศีลถึงมีชื่อเสียงก็ไม่น่าคบหา คนไม่มีศีลถึงมีทรัพย์มากก็ไม่อาจรักษาทรัพย์ได้ "
พราหมณ์ฟังแล้วชอบใจ พอกลับไปถึงบ้านจึงตัดสินในยกลูกสาวให้แก่คนผู้มีศีลไป

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ผู้มีศีลธรรมย่อมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง”



วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

เด็กในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม 1 – 6 ส่วนใหญ่มักจะเดินทางไปโรงเรียนด้วยตัวเอง โดยจะมีการรวมตัวกันตามจุดต่าง ๆ เพื่อเดินแถวไปโรงเรียน และจะมี “ซิลเวอร์ซัง” ซึ่งเป็นผู้สูงอายุในชุมชนที่เกษียณอายุแล้ว คอยทำหน้าที่ดูแลและรักษาความปลอดภัยให้เด็กนักเรียน ทั้งขาไปและขากลับ



เด็กจะใส่หมวกสีต่าง ๆ เช่น สีเหลือง สีแดง เพราะเป็นสีที่เห็นได้ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง โดยผู้ใหญ่จะสังเกตได้ง่าย และสามารถให้ความช่วยเหลือได้ เป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับเด็กอีกชั้นหนึ่ง และอีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อให้ได้ง่ายต่อการนับจำนวนเด็ก

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

On 03:11 by EForL   No comments
บริษัททำเหมืองทองแห่งหนึ่งมีวาระการประชุม โดยมีพนักงานสาวแสนเซ็กซี่แต่งกายวาบหวิวเข้าร่วมประชุมกับประธานบริษัทด้วย
เมื่อประธานฯ พบเจอกับสาวดังกล่าวก็พูดกับสาวสวย ที่ทำให้เธอต้องจดจำไปจนตายว่า
คุณรู้ไหม?
สิ่งที่มีค่ามาก ๆ ในโลกของเราล้วนหายาก ถูกปกปิด ถูกเก็บไว้ในที่ลึกลับ กว่าจะได้มานั้นยากลำบาก ดั่งเช่น
>ไข่มุก ก็ต้องอยู่ลึกไปในท้องทะเล ถูกห่อหุ้มด้วยฝาหอยที่แข็งแรง
>เพชร ก็เป็นของหายาก อยู่ใต้ผืนโลก ถูกห่อหุ้มปกป้องไว้อย่างดี
>ทองคำ ก็อยู่ลึกไปในเหมือง ที่ถูกทับถมซุกซ่อนด้วยดินหลายชั้น กว่าใครจะได้มาครอบครอง ก็ต้องลงทุนลงแรงมากมายเพื่อจะได้มา
รูปร่าง ร่างกายของคุณนั้นหากมันคือสิ่งที่มีค่า มันก็ก็ควรจะถูกปกปิดเช่นกัน

ถ้าคุณได้ปกปิดของมีค่าไว้อย่างมิดชิด ดั่งเช่นเหมืองแร่ทองคำแล้วหละก็
สักวันหนึ่งก็จะมีบริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดีงาม เข้ามาสนใจสืบค้นหาตามแบบอย่างที่ถูกต้อง โดยเค้าจะต้องติดต่อรัฐบาล (ครอบครัวคุณ) เพื่อที่จะขอทำสัญญา (ดูแลคบหา) และหากได้รับใบอนุญาต ก็จะทำเหมืองอย่างมืออาชีพ (แต่งงานตามกฎหมาย)
แต่ถ้าคุณยังปล่อยให้สิ่งที่มีค่าเช่น ทองคำ หรือร่างกายของคุณไร้การปกปิด วางแผ่หลาอยู่บนผืนโลก ใครก็เห็นและเข้ามากอบโกยได้โดยง่ายดาย ก็เท่ากับว่าคุณเชิญชวนพวกลักลอบทำเหมืองผิดกฎหมาย ให้เข้ามากอบโกย โดยใช้เครื่องมือห่วย ๆ ขุดกันอย่างเละเทะไร้คุณค่า
ดังนั้น คุณควรจะปกป้องห่อหุ้มขุมทรัพย์ที่มีค่าไว้อย่างดีสำหรับผู้ที่เหมาะสมเถอะนะ

 เงินทองถ้าหามาได้ง่ายๆ ก็ใช้จ่ายหมดเร็ว

 ผู้หญิงถ้าได้มาง่ายๆ ก็เบื่อหน่ายเร็วเช่นเดียวกัน



วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

On 03:53 by EForL in    No comments




เมื่อก่อนใคร ๆ ก็มองว่าทายาทเจ้าของร้านเพชรชื่อดังอย่างผมเป็นผู้ชายที่เจ้าชู้ และไม่จริงจังกับใคร ในเวลานั้นอย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่คิดว่าอีกไม่กี่ปีต่อมามุมมองและความรู้สึกเรื่อง “ความสุข” ของผมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ผมเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่อบอุ่น จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาที่ดีจากต่างประเทศ เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมขออนุญาตคุณพ่อว่าจะยังไม่รับช่วงต่อธุรกิจร้านเพชรและธุรกิจอื่นๆ ของที่บ้าน เพราะอยากหางานทำด้วยตัวเองก่อน

ไม่นานผมได้ทำงานที่บริษัทจัดการกองทุนของธนาคารแห่งหนึ่ง ผมทุ่มเททำงานอย่างหนักจนเป็นพนักงานที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของบริษัท แม้จะออกจากบริษัทมาแล้ว เจ้านายเก่าถึงกับเอ่ยปากว่าไม่สามารถหาใครมาแทนที่ผม แล้วมีผลงานอย่างที่ผมเคยทำเอาไว้ได้อีกเลย ส่วนเงินเดือนที่ได้ก็เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ

ในขณะที่อายุแค่ยี่สิบต้นๆ ผมจึงรู้สึกภาคภูมิใจและทะนงตนมาก หลังเลิกงานผมใช้ชีวิตสนุกอย่างเต็มที่ ทั้งปาร์ตี้สังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน ออกไปแข่งรถหรือมอเตอร์ไซค์คันโปรด รวมถึงออกงานสังคมแทบทุกงาน คติประจำใจของผมในขณะนั้นคือ ใช้ชีวิตให้เต็มที่เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้คิดถึงอนาคตเลย

ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อได้แต่งงานกับคุณฝน (คุณณวิภา มัสยวาณิช เอี่ยม-อมรพันธ์)

เธอเป็นผู้หญิงเก่ง มาจากครอบครัวที่ดี แต่กลับใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายจนเกินจำเป็น แต่ก็ไม่ถึงกับกระเบียดกระเสียร ผมจึงเริ่มฉุกคิด และได้เรียนรู้จากภรรยา หลังจากที่เราใช้ชีวิตร่วมกัน
จุดเปลี่ยนที่สองคือการบวช
ผมมีโอกาสได้บวชที่วัดเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี (ใกล้ชายแดนพม่า) อยู่อย่างสมถะ นอนปักกลด ผูกมุ้ง ได้พบกับน้ำจิตน้ำใจของชาวบ้านที่นั่น ทำให้ผมเริ่มพบกับความสุขทางธรรมอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ส่วนจุดเปลี่ยนสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่คือ เมื่อลูกสาววัยสองขวบป่วยเป็นโรคปอดอย่างรุนแรง หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดเพียงสามวัน คุณหมอบอกว่าแบคทีเรียเข้าไปทำลายปอดของลูกถึง 80 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสรอดชีวิตเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อาการที่ทรุดลงเรื่อยๆ ทำให้ภรรยารวมถึงญาติผู้ใหญ่หลายคนเริ่มถอดใจ แต่ผมกลับรู้สึกว่าจะยอมแพ้ไม่ได้ และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูก! ผมติดต่อเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ต่างประเทศ จนมีโอกาสได้ปรึกษากับผู้บริหารขององค์การอนามัยโลก (WHO) ต่อมา อาจารย์ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ และทีมแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีทราบเรื่อง จึงรับปากว่าจะช่วยดูแลลูกให้ ลูกถูกนำตัวเข้าห้องไอซียูทันทีที่ไปถึงโรงพยาบาลรามาธิบดี หมอรีบต่อเครื่องช่วยหายใจแบบพิเศษซึ่งมีเพียงไม่กี่เครื่องในประเทศไทย เอาไว้ใช้สำหรับคนไข้ที่ไม่สามารถควบคุมลมหายใจของตัวเองได้แล้วและอยู่ในขั้นโคม่า หมอฉีดยาให้ลูกสลบเป็นเวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม เพราะหากเขารู้สึกตัวจะหายใจแรงขึ้น ซึ่งจะทำให้ปอดขยายและฉีกขาดจนเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

เวลานั้นทุกวันของผมคือการเฝ้าดูอาการของลูก ดูแลจิตใจภรรยา และที่สำคัญ ผมบอกตัวเองว่าต้องตั้งสติไว้ให้ได้ ลูกผมอยู่โรงพยาบาลเกือบสี่เดือน ต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์ เพราะเขาหาย และกลับมาเป็นเด็กที่แข็งแรงอีกครั้ง ผมได้แต่ขอบคุณคุณหมอซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ทุกวันเกิดของลูก ผมจะพาเขาไปบริจาคเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์การแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีทุกปี

วันนี้ผมกล้าพูดอย่างเต็มปากเลยว่า “ความสุขของผมไม่ใช่การไปปาร์ตี้ท่ามกลางแสงสี ใช้เงินมือเติบ หรือแม้แต่ใช้ชีวิตบนความเสี่ยงอย่างการแข่งรถหรือมอเตอร์ไซค์แต่อย่างใด”


ความสุขของผมทุกวันนี้คือ ”การได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่หลงใหลในสิ่งที่ปรุงแต่ง ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังมากกว่าที่เคย และที่สำคัญที่สุด ผมมีเวลาได้อยู่กับครอบครัวที่ผมรักสุดดวงใจอย่างเต็มที่”